
KSS ชู 7 หุ้นรับ “เดโมแครต” คว้าชัยเลือกตั้ง หนุนโฟลว์ไหลเข้าไทย
บล.กรุงศรี ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หลังพรรคเดโมแครตพลิกคว้าชัยครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา (Blue Sweep) มองเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียและไทย คาดทิศทางบอนด์ยีลด์และดอลลาร์อ่อนค่าช่วยหนุนฟันด์โฟลว์ไหลกลับ คัด 7 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ นำโดย DELTA, TRUE, AOT, BDMS, GPSC, WHA และ GULF
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินผลกระทบจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าการที่พรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (Blue Sweep) ถือเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย แม้พรรคเดโมแครตจะยังมีเสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ที่จะใช้ลบล้างอำนาจยับยั้ง (Veto) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ แต่สถานการณ์นี้จะทำให้การบริหารงานของรัฐบาลทรัมป์เผชิญการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น และนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock)
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในหลายด้าน ประการแรกคือพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจะช่วยจำกัดการขยายวงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งทะลุจุดสูงสุดใหม่ลดลง และเป็นผลบวกต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างไทย ประการต่อมา เดโมแครตมีแนวโน้มที่จะกดดันให้รัฐบาลทบทวนกำแพงภาษีนำเข้า (Tariffs) เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดของสงครามการค้าลงได้บางส่วน
ในมิติของนโยบายการเงินการคลัง ข้อจำกัดในการผ่านร่างงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์จะช่วยจำกัดการขาดดุลการคลังระยะกลาง ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงจะช่วยคลายแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) อ่อนตัวลงในระยะสั้นถึงกลาง ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลดลง และเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flows) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (EMs) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS ประเมินว่าระดับ Valuation ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันเปิดพื้นที่ให้สะสมได้ โดยได้คัดเลือกหุ้นเด่น (Best Picks) 7 บริษัทที่จะได้รับอานิสงส์สูงสุดจากทิศทางดังกล่าว ได้แก่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจตามธีมการลงทุนย่อย ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลง (De-escalation) เช่น บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลง เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
รวมไปถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง และธนาคารที่รองรับกระแสการลงทุนใหม่ เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON, บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK

