
CGSI แนะซื้อ KBANK อัปเป้าใหม่ 253 บาท ชูยีลด์สูง 6% กำไรปี 70-71 โตเด่น
CGSI แนะซื้อแบงก์กสิกรไทย KBANK ราคาเป้าใหม่ 253 บาท หลังขยับเป้ากำไรปี 2570-2571 ขึ้น ชูจุดแข็งเงินปันผลสูงระดับ 6% ท่ามกลางแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และรายได้จากธุรกิจ Wealth ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่คุณภาพหนี้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 253 บาท พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ EPS ในช่วงปี 2570-2571 เนื่องจากคาดการณ์ว่าการปล่อยสินเชื่อและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเติบโตสูงขึ้น สะท้อนถึงความต้องการสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจกองทุนรวมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผู้บริหาร KBANK คงเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 ไว้เช่นเดิม แม้ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อนับตั้งแต่ต้นปีจะอยู่ที่ 3.1% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีที่ประเมินไว้ระดับ 0-2% แล้วก็ตาม ส่วนทิศทางรายได้ค่าธรรมเนียมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารประเมินว่าน่าจะเติบโตต่ำกว่าระดับ 22.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนนี้
ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากประเมินว่า KBANK จะยังคงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงที่ 6.0-6.3% ในช่วงปี 2569-2571 และคาดว่า EPS จะเติบโตได้ดีในอัตรา 5.0-12.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ผนวกกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth)
อย่างไรก็ตาม หุ้นอาจมีปัจจัยเสี่ยง (Downside Risk) หากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Underperforming Loans) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หรือในกรณีที่ ธปท. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเชิงรุก ในขณะที่ปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนราคาหุ้น ได้แก่ อัตราการตั้งสำรองหนี้สูญที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในช่วงปี 2569-2570, ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์
พร้อมกันนี้ สินเชื่อยังมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขยายตัวในอัตรา 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 3.3% เมื่อเทียบกับยอดสิ้นปี 2568 รับแรงหนุนจากกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ากลุ่ม SME อย่างระมัดระวัง นอกจากนี้ คุณภาพสินทรัพย์มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.52% จากระดับ 3.65% ในไตรมาส 1/2569

