“กรภัทร” ชี้แรงขายแบงก์ใกล้จบ ลุ้นตั้งฐานใหม่ ชู SCC–PTT–KBANK เด่น

“กรภัทร” มองแรงขายหุ้นแบงก์หลังประกาศงบใกล้สิ้นสุด คาดกลุ่มธนาคารเริ่มตั้งฐาน รับแรงหนุนจากสินเชื่อภาคธุรกิจและวัฏจักรลงทุน AI ประเมิน SET แนวต้าน 1,660 จุด แนวรับ 1,630–1,625 จุด พร้อมชู SCC–PTT–KBANK หุ้นเด่น พร้อมชี้ภาษีสหรัฐตามมาตรา 301 หากอยู่ที่ 12.5% ไม่กระทบศักยภาพการแข่งขันของไทยมากนัก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 ว่า แรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารหลังประกาศผลประกอบการมีแนวโน้มเริ่มชะลอตัว หลังตลาดปรับสถานะการลงทุนเพื่อรับรู้ผลประกอบการและประเมินโครงสร้างรายได้ของแต่ละธนาคาร

ทั้งนี้แม้ผลประกอบการธนาคารส่วนใหญ่ออกมาดีหรือดีกว่าคาด แต่บางแห่งยังเผชิญความกังวลด้านแรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย รวมถึงโครงสร้างรายได้ที่ยังไม่โดดเด่น ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรและปรับพอร์ตในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม KSS มองว่าการประเมินมูลค่าหุ้นธนาคารจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อาจไม่สะท้อนโครงสร้างธุรกิจในปัจจุบัน เนื่องจากธนาคารทั่วโลกกำลังถูกปรับเพิ่มมูลค่า จากการขยายรายได้ใหม่ทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การบริหารสินทรัพย์ และบริการทางการเงินอื่น ๆ

สำหรับธนาคารไทย แม้การกระจายรายได้ยังไม่เทียบเท่าธนาคารต่างประเทศ แต่รายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีแนวโน้มเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับการปรับเพิ่มมูลค่าในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน วัฏจักรสินเชื่อในเอเชียเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และเทคโนโลยี โดยภาคธุรกิจมีความต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับระบบเทคโนโลยี รองรับ Data Center และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI

นายกรภัทรกล่าวว่า สินเชื่อของไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความต้องการลงทุนของภาคธุรกิจ แม้เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง โดยมองว่าหุ้นธนาคารยังไม่อยู่ในระดับแพง เนื่องจากกลุ่มยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี 1 เท่า

สำหรับหุ้นธนาคารที่มีโอกาสตั้งฐานก่อน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดยเน้นธนาคารที่มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง รายได้จากธุรกิจประกันผ่านธนาคารและบริหารความมั่งคั่งเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงมีแนวโน้มสินเชื่อที่ดี

นอกจากนี้ การที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นธนาคารบางราย แต่ยังคงซื้อหุ้นกลุ่มอื่น โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน สะท้อนว่าเม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากตลาด แต่เป็นการหมุนกลุ่มลงทุน โดยหุ้นพลังงานกลางน้ำและปลายน้ำยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักรการฟื้นตัว และมีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่ง

KSS ประเมินดัชนี SET วันนี้มีโอกาสประคองตัวในกรอบ โดยมีแนวต้านบริเวณ 1,660 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,630 จุด และแนวรับถัดไป 1,625 จุด ขณะที่บริเวณ 1,630–1,650 จุด เป็นระดับต้นทุนสำคัญของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF เดิม ทำให้ดัชนีอาจแกว่งตัวและใช้เวลาในการผ่านระดับดังกล่าว

ส่วนกรณีสหรัฐฯ อาจประกาศใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 นายกรภัทรมองว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% เท่ากับประเทศอื่น จะไม่น่ากังวลมากนัก เพราะไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน แต่หากอัตราสูงกว่านี้ อาจสะท้อนว่าไทยถูกจับตามองเป็นพิเศษและเป็นปัจจัยลบต่อตลาด

ทั้งนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพรองรับการลงทุน Data Center ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกระแสเงินทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในระยะยาว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS เลือก บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เป็นหุ้นเด่น หลังรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง พร้อมประเมินราคาเป้าหมาย 315 บาท ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีโอกาสถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรตามแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในเครือ ส่วนหุ้นธนาคารเลือก KBANK ซึ่งมีผลประกอบการโดดเด่นและมีโอกาสตั้งฐานได้ก่อน

Back to top button