KTB มองเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.00-33.70 บ. จับตาเงินเฟ้อไทย-ข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ

KTB มองเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.00-33.70 บาทต่อ ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อไทย-ข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ ชี้ยังมี Two-Way Risk


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ ผู้เล่นในตลาดการเงินไทยจะติดตามแนวโน้มภาคการผลิตของไทย ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจประจำเดือนก.ค. รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนก.ค.

โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า แม้โมเมนตัมเงินเฟ้อรายเดือนจะติดลบราว 0.1% จากการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานโดยเฉลี่ย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) มีแนวโน้มปรับขึ้นสู่ระดับ 1.41% ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

สำหรับแนวโน้มเงินบาทในสัปดาห์นี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.00-33.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองว่าโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทกลับมามีกำลังมากขึ้น และในระยะสั้นเงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่า หรืออย่างน้อยมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทอาจได้รับปัจจัยหนุนจากกระแสข่าวที่สหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับมาเจรจาเพื่อหยุดยิง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลงแรงในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 ในตลาดการเงินเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ จึงยังต้องจับตาความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk ของเงินบาท ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการในตะวันออกกลาง ตลอดจนทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยหากผู้เล่นในตลาดทยอยลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ไม่ยาก ในทางกลับกัน หากตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed เงินบาทก็มีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงต่อ โดยเบื้องต้นการปรับเพิ่มหรือลดโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่าราว 25 สตางค์เป็นอย่างน้อย

จากความผันผวนของเงินบาทที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงยังแนะนำให้ผู้เล่นในตลาดใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ต้องระวังความผันผวนจากการทยอยรับรู้ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยหากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด และสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น มองว่าเงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านบริเวณ 33.70 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับแรกอยู่ที่ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

พร้อมกันนี้ ต้องติดตามผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นในธีม AI และ Semiconductor อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้เช่นกัน

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ พบว่าเงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าวจนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ขณะที่ Time Frame รายวัน เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง หรืออย่างน้อยมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงอยู่จนกว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน

สำหรับทิศทางเงินดอลลาร์ มองว่ายังคงเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk โดยมีโอกาสอ่อนค่าลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายและลดความตึงเครียดลง อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด หรือบรรยากาศการลงทุนเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อย่างชัดเจน ก็อาจเป็นปัจจัยหนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้

Back to top button