PTTEP เดินหน้า JUMP+ ตามเป้า ชู EBITDA Margin 72% ดันยอดขายปีนี้แตะ 5.6 แสนบาร์เรล/วัน

PTTEP เดินหน้า JUMP+ ตามแผน ครึ่งปีแรกทำ EBITDA Margin แตะ 72% คุมต้นทุนต่ำกว่า 30 เหรียญ/BOE ย้ำมั่นใจยอดขายทั้งปีแตะ 5.6 แสนบาร์เรลต่อวัน


นายณัฐพล เตชะวรพร ผู้จัดการ แผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 833 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 27,197.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ 746 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน และกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ 87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานหลักมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 4% และราคาขายที่เพิ่มขึ้น 15% แม้ต้นทุนต่อหน่วยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 6% โดยไตรมาส 2/2569 บริษัทมีปริมาณการขายเฉลี่ย 572,882 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือประมาณ 573,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายส่วนหนึ่งมาจากการเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และรับรู้ผลการผลิตเต็มไตรมาสในไตรมาส 2 รวมถึงการเพิ่มการผลิตจากแหล่งซอติก้าและยาดานาในเมียนมา ตลอดจนการรับรู้ปริมาณขายจากแอลจีเรียตามรอบการขนถ่ายน้ำมัน

ขณะเดียวกัน บริษัทได้เร่งการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งสำคัญในประเทศไทยและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ MTJDA สูงกว่าระดับตามสัญญาบางส่วน พร้อมเลื่อนแผนปิดซ่อมบำรุงบางโครงการจากไตรมาส 2 ไปยังไตรมาส 3 เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลาง

ด้านราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 5.96 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นประมาณ 3% จากไตรมาสก่อน ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ทยอยส่งผ่านมายังราคาก๊าซ ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลวเฉลี่ยอยู่ที่ 99.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้นประมาณ 28% ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอยู่ที่ 52.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

สำหรับต้นทุนต่อหน่วย หรือ All-in Cost อยู่ที่ประมาณ 29.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดย PTTEP ยังคงเป้าหมายรักษาต้นทุนให้อยู่ใกล้ระดับ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นระดับที่บริษัทยังสามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ ต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนประมาณ 6% มีปัจจัยหลักจากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินทรัพย์ที่พร้อมใช้งาน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสำรวจ หลังมีการตัดจำหน่ายหลุมสำรวจที่ไม่ประสบความสำเร็จประมาณ 5 หลุมในอ่าวไทย เทียบกับไตรมาสก่อนที่มีเพียง 1 หลุม อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากกิจกรรมซ่อมบำรุงส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะไตรมาส 3/2569

ขณะที่ Cash Cost อยู่ที่ประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ทำให้บริษัทมี Cash Margin ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และมี EBITDA Margin อยู่ที่ประมาณ 72%

สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลังหักภาษีรวมถึงเงินลงทุนในโครงการต่าง ๆ ประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังมีกระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านฐานะการเงินยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.26 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA อยู่ที่ 0.61 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบนโยบายทางการเงินของบริษัท

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 นายณัฐพลระบุว่า ปริมาณการขายมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 525,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากบริษัทมีแผนปิดซ่อมบำรุงหลายโครงการ หลังจากเลื่อนมาจากไตรมาส 2 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนซ่อมบำรุงของฝั่งผู้ซื้อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4/2569 โครงการที่ดำเนินการซ่อมบำรุงแล้วเสร็จจะทยอยกลับเข้าสู่การผลิตอีกครั้ง ทำให้บริษัทคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ใกล้ระดับ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

ขณะที่ราคาขายก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่วนต้นทุนต่อหน่วยยังคงเป้าหมายที่ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และ EBITDA Margin อยู่ที่ประมาณ 70%

นอกจากนี้ PTTEP เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้โครงการ JUMP+ ว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย โดยสามารถรักษา EBITDA Margin ได้ที่ประมาณ 72% สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 70% ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยยังอยู่ต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และมีปริมาณการขายเฉลี่ยครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 563,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งยังสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งปีที่ประมาณ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

ส่วนแนวโน้มราคาพลังงาน นายณัฐพลกล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาส 2/2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากประมาณ 88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 1 โดยได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่บริษัทประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ประมาณ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคา LNG เฉลี่ยประมาณ 16-17 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

ด้านนายเสริมศักดิ์ สัจจะวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน PTTEP กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ โดยปัจจุบัน PTTEP สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติรองรับความต้องการใช้ก๊าซในประเทศได้มากกว่า 60% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% ในช่วง 10 ปีก่อน

บริษัทจึงมีเป้าหมายรักษาระดับการผลิตให้สามารถรองรับประมาณ 60% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ PTTEP ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอลจีเรีย พร้อมตั้งเป้าให้ธุรกิจในต่างประเทศมีสัดส่วนกำไรมากกว่า 50% ของกำไรสุทธิในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ภายใต้แผนงานปัจจุบัน บริษัทประเมินว่าสามารถสร้างการเติบโตของปริมาณการผลิตเฉลี่ยได้ประมาณ 1-3% ต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน PTTEP ยังเดินหน้าบริหารต้นทุนในอ่าวไทยผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการนำแท่นหลุมผลิต หรือ Wellhead Platform กลับมาใช้ใหม่ โดยในไตรมาส 2/2569 บริษัทประสบความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตที่โครงการ G1 กลับมาใช้งานอีกครั้ง

การนำแท่นกลับมาใช้ใหม่ช่วยลดต้นทุนต่อแท่นได้ประมาณ 50% จากต้นทุนการก่อสร้างใหม่ราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมลดระยะเวลาดำเนินงานจากประมาณ 20 เดือน เหลือประมาณ 6 เดือน รวมถึงช่วยลดต้นทุนการรื้อถอนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เหล็กใหม่

นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า PTTEP จะยังคงเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการรักษาวินัยการลงทุน การขยายธุรกิจในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความผันผวนของอุตสาหกรรมพลังงานในระยะต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 4.50 บาทต่อหุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 14 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 28 สิงหาคม 2569

Back to top button