
“กรมอุทยาน” แจงปมบ้านพัก ยัน “สิมิลัน” ปิดพักแรมมา 8 ปีแล้ว หูยงเป็นที่พักเจ้าหน้าที่
กรมอุทยานแห่งชาติฯ ชี้แจงหลังถูกอภิปรายเรื่องคุณภาพบ้านพักในอุทยาน ยันเกาะสิมิลันยกเลิกให้พักแรมมากว่า 8 ปีแล้ว ส่วนบ้านพักหูยงปรับเป็นที่พักเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง หลังมีการเผยแพร่เนื้อหาการอภิปรายของนายวีระ ธีรภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ผ่านสื่อออนไลน์ โดยนายวีระได้สะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวจากการเดินทางไปพักแรมในอุทยานแห่งชาติเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ซึ่งพบว่าคุณภาพการบริการและที่พักในอุทยานยังมีจุดที่ควรปรับปรุง โดยยกตัวอย่างข้อจำกัดต่างๆ อาทิ การปิดไฟตั้งแต่เวลา 20.00 น. สภาพเครื่องนอนที่ไม่สะดวกสบายจนต้องนำผ้าห่มมาปูทับ ปริมาณน้ำใช้ และสัญญาณอินเทอร์เน็ต พร้อมเสนอให้พิจารณานำรูปแบบการบริหารจัดการร่วมกับภาคเอกชนมาใช้
กรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่าได้รับทราบข้อห่วงใยดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันกับสาธารณชน ดังนี้
กรมอุทยานฯ ชี้แจงว่า กรณีการเข้าพักแรมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันนั้น มีประกาศตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2561 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561) ยกเลิกการพักแรมบนเกาะ และกำหนดให้เป็นการท่องเที่ยวแบบไป-กลับ (One-day trip) เท่านั้น รวมระยะเวลากว่า 8 ปีแล้ว ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาขยะและน้ำเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน
ส่วนอาคารบ้านพักหูยง บริเวณเกาะเมียง ซึ่งในอดีตเคยเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 นั้น ภายหลังประกาศปิดการพักแรมดังกล่าว ได้ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานเป็น “บ้านพักเจ้าหน้าที่” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามและรองรับภารกิจของทางราชการเท่านั้น ไม่ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด
สำหรับข้อจำกัดด้านไฟฟ้า น้ำประปา และสัญญาณสื่อสารในพื้นที่เกาะหรือป่าลึกห่างไกล กรมอุทยานฯ ระบุว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดทางสภาพภูมิประเทศ เช่น การใช้ระบบพลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์) หรือการกำหนดเวลาปิด-เปิดกระแสไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัย ลดการใช้พลังงานเกินความจำเป็น และป้องกันไม่ให้แสงและเสียงจากมนุษย์เข้าไปรบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ป่า
พร้อมระบุว่าจะมุ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพสิ่งอำนวยความสะดวกในโซนบริการนักท่องเที่ยวโซนอื่นๆ ให้มีความสะอาดและเหมาะสมยิ่งขึ้น
ส่วนข้อเสนอให้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนบริหารจัดการ (PPP) เพื่อยกระดับคุณภาพบริการนั้น กรมอุทยานฯ ระบุว่าจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางปฏิบัติภายใต้กรอบพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยย้ำว่าการดำเนินงานใดๆ จะต้องไม่กระทบต่อภารกิจหลักด้านการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และต้องไม่เกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (Carrying Capacity) ของพื้นที่
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังขอบคุณข้อเสนอแนะจากกรรมาธิการและประชาชน และระบุว่าจะนำไปเร่งรัดปรับปรุงการปฏิบัติงานและการให้บริการของเจ้าหน้าที่ทุกระดับให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้รักธรรมชาติต่อไป

