
Krungthai CIO ชูหุ้น “สหรัฐ-เทค-AI” รับกำไรโตแกร่ง
Krungthai CIO ประเมินตลาดการเงินโลกยังได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งและแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลง แม้ยังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสัญญาณการบริโภคชะลอตัว แนะใช้ Core Portfolio เป็นแกนหลักเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน รวมถึงให้ความสำคัญกับตลาดที่มีกำไรที่แข็งแกร่งรองรับอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยี พร้อมกระจายการลงทุนสู่ China A-shares และถือทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยง
ทีมกลยุทธ์การลงทุน (Krungthai CIO) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม 2569 ว่า ทิศทางตลาดยังคงสนับสนุนกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invested) และเปิดรับความเสี่ยง แม้จะได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาช่วงไตรมาสล่าสุด ทว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญในระยะต่อไปคือเทคโนโลยี AI ที่เริ่มสร้างรายได้ครอบคลุมทั้งธุรกิจระบบคลาวด์ การจัดการข้อมูลองค์กร และซอฟต์แวร์ ซึ่งช่วยลดความกังวลที่ว่าตลาดอาจพึ่งพาเพียงการปรับขึ้นของระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) มากเกินไป
ในด้านนโยบายการเงิน แรงกดดันต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มลดลง หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคมชะลอตัวลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไป อยู่ที่ระดับบวก 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทั่วไป อยู่ที่ระดับบวก 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยลดลง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความกังวลต่อภาคการบริโภค หลังยอดค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.69% จากแรงกดดันด้านปริมาณการออกพันธบัตรและความเสี่ยงทางการคลัง ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5.9% จากความเสี่ยงด้านอุปทานบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำให้บริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย โดยคงพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ไว้เพื่อรักษาโอกาสรับผลตอบแทนตามแนวโน้มตลาดขาขึ้น ส่วนพอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) ยังคงแนะนำให้เข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และซอฟต์แวร์ ขณะที่ตลาดหุ้นจีน (A-shares) ถือเป็นโอกาสลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายอุตสาหกรรม ในทางกลับกัน ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นลงสู่ระดับเป็นกลาง โดยเน้นให้ถือสถานะเดิม เนื่องจากดัชนี TOPIX มีอัพไซด์จำกัดและอาจเผชิญความผันผวนที่มากขึ้นจากสถานะการเก็งกำไรค่าเงินเยน (Yen Carry Trade) พร้อมกันนี้ยังแนะนำให้ถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเปิดเผยรายงานการประชุมของเฟด (FOMC Minutes) ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 และการรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ของไทยและญี่ปุ่น รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนและอังกฤษ ก่อนที่จะติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัท NVIDIA และการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่ Jackson Hole ในช่วงปลายเดือน เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป

