Bitget ชี้บอนด์ยีลด์-น้ำมันกดดันบิตคอยน์ สวนทาง Tokenized Equities โตกระโดด

"บิตเก็ต" (Bitget) มองบิตคอยน์เจอแรงกดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และราคาน้ำมันพุ่งง แต่ยังยืนเหนือ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รับแรงหนุนเม็ดเงินสถาบันผ่านกองทุน ETF พร้อมชูความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และเทรนด์การลงทุน "หุ้นโทเคนดิจิทัล" ที่โตก้าวกระโดดกว่า 140% นับตั้งแต่ต้นปี


นางสาวเกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ทิศทางราคาบิตคอยน์และสินทรัพย์อื่นๆ กำลังได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 5.33% ซึ่งสูงสุดในรอบ 19 ปี รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ แม้ว่าตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณชะลอตัวลงและเคยช่วยหนุนการเติบโตของสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงก่อนหน้าก็ตาม

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือราคาน้ำมันดิบที่กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น โดยหากราคาน้ำมันดิบ WTI สามารถยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือปรับตัวขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะกลายเป็นปัจจัยลบที่กดดันราคาบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดมีความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี

“ปัจจุบันตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน ประกอบกับความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายคริปโทเคอร์เรนซีในสหรัฐฯ (CLARITY Act) ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์มีแนวโน้มแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) ต่อไป อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากการที่นักลงทุนสถาบันกลับมาเข้าซื้อบิตคอยน์ผ่านกองทุน ETF เพิ่มมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบันทึกกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ทำให้เราเชื่อมั่นว่าราคาบิตคอยน์จะยังสามารถยืนหยัดเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้ได้” นางสาวเกรซี่ กล่าว

ขณะที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังขาดความชัดเจน สินทรัพย์ที่กลับมามีความโดดเด่นอีกครั้งคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยรายงานผลประกอบการล่าสุดของบริษัทขนาดใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน การเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มหน่วยความจำได้ลดความร้อนแรงลง ตลอดจนตลาดเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่แตกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงเกินไป ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีศักยภาพในการฟื้นตัวกลับมาได้ โดยมองว่าความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น

สำหรับเทรนด์การลงทุนที่น่าจับตามองคือ การเติบโตของการแปลงหุ้นให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล (Tokenized Equities) โดยอ้างอิงข้อมูลจาก DeFiLlama ระบุว่า มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของ Tokenized Equities ที่มีการซื้อขายจริง ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 140% นับตั้งแต่ต้นปี โดยพุ่งขึ้นจากระดับ 814 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน

นางสาวเกรซี่ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ Tokenized Equities ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว มาจากพฤติกรรมของนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการซื้อขายหุ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ซึ่งช่วยลบรอยต่อและช่องว่างของราคา (Price Gap) รวมถึงกระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยี AI และการเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น SpaceX, OpenAI และ Anthropic ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจุดประกายความสนใจดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการประเมินความสามารถในการซื้อขาย Tokenized Equities ในทุกแพลตฟอร์มและหลากหลายมิติของ DeFiLlama เช่น การจัดการสภาพคล่อง และกลไกการชำระราคา พบว่า Bitget มีส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขาย (Bid-Ask Spread) ต่ำที่สุดที่ระดับ 0.0083% และมีสภาพคล่องการซื้อขายบนกระดานสูงสุดในกลุ่มผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange หรือ CEX) นอกจากนี้ Bitget ยังสามารถครองอันดับหนึ่งด้านสภาพคล่องในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ของหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์

ขณะที่ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขาย Reality Tokens บนแพลตฟอร์ม Bitget มีมูลค่าสะสมสูงกว่า 1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสัดส่วนหลักมาจากหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มนวัตกรรมผ่านโทเคนดิจิทัลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ในฐานะ Universal Exchange แพลตฟอร์ม Bitget ได้ยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ครอบคลุมทุกประเภท ตั้งแต่สินทรัพย์ดิจิทัลไปจนถึงสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทุกระดับ โดยผลการประเมินจากหน่วยงานอิสระภายนอกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แพลตฟอร์มของเรามีสภาพคล่องในการซื้อขายอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับแพลตฟอร์มการซื้อขายแบบดั้งเดิม” นางสาวเกรซี่ กล่าว

Back to top button