
NEO มั่นใจครึ่งปีหลังโตต่อ เปิดตัวสินค้าใหม่-รุกตลาดเวียดนาม ดันยอดขาย-มาร์จิ้นพุ่ง
NEO มั่นใจครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่อง เดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 100 SKU รุกตลาดเวียดนาม พร้อมเร่งพัฒนา Smart Factory คุมค่าใช้จ่าย หวังดันมาร์จิ้นแกร่ง
นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 20 ส.ค.69 ว่า ช่วงไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 208.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159.42% และมีรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,050 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยเพิ่ม กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทคาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ในไตรมาส 3-4/2569 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) และการทำกิจกรรมทางการตลาด โดยบริษัทมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากกว่า 100 SKU โดยบริษัทตั้งเป้าควบคุมสัดส่วน SG&A ทั้งปีให้อยู่ไม่เกิน 32% ของยอดขายรวม
ในด้านการผลิต บริษัทมีแผนยกระดับโรงงานสู่ระบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความเหมาะสมของการลงทุน ปัจจุบันบริษัทนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการจัดเรียงพาเลท และอยู่ระหว่างการพัฒนาไปสู่แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างเครื่องจักร ระบบข้อมูล และบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการ
ส่วนแนวคิดการพัฒนาโรงงานในรูปแบบ Dark Factory บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในระยะยาว โดยจะพิจารณาทั้งด้านความคุ้มค่าการลงทุน ประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สำหรับโครงการ House Plant เฟส 1 บริษัทมีงบลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 4/2569 และมีค่าเสื่อมราคาประมาณ 100-120 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร (Margin) ไม่ถึง 1% ขณะที่บริษัทตั้งเป้าอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization) แตะระดับ 70% ภายในปี 2572 และประเมินระยะเวลาคืนทุนประมาณ 8 ปี ทั้งนี้ บริษัทมีแผนปรับปรุงอาคารเดิมให้มีความทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตควบคู่กันไป
ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ บริษัทเดินหน้ารุกตลาดเวียดนามผ่านแบรนด์ใหม่ โดยปัจจุบันได้ลงนามสัญญากับผู้จัดจำหน่ายในเวียดนามเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการจดทะเบียนกับหน่วยงาน อย. ของเวียดนาม คาดว่าจะสามารถเริ่มรับรู้รายได้จากแบรนด์ดังกล่าวในไตรมาส 4/2569 อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มเห็นการเติบโตของรายได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน Product Mix ของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ Baby and Kids ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากยอดส่งออกไปยังตลาดเวียดนาม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 90% ของยอดขายในตลาดดังกล่าว
สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม High Margin ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงไตรมาส 3/2569 โดยข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคมสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังสามารถรักษาระดับอัตรากำไรได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนผ่านการปรับสมดุลสูตรผลิตภัณฑ์ เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยยังคงรักษาคุณภาพสินค้าในระดับเดิม พร้อมเดินหน้าหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก โดยเฉพาะกลุ่มสารลดแรงตึงผิว เพื่อช่วยบริหารต้นทุน พยุงอัตรากำไร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะต่อไป

