TVH หนุน “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เร่งเคลียร์เงื่อนไขสินไหม-ฐานข้อมูล ก่อนลุยเต็มรูปแบบ

“จีรพันธ์” ซีอีโอ TVH ชี้ ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ช่วยลดภาระงบรัฐ แต่ต้องเร่งสรุปหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมและฐานข้อมูลประชาชนให้ชัดเจน หวังได้ข้อสรุปหารือภาครัฐภายใน ก.ย.นี้


นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TVH เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองประชาชนว่า ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เนื่องจากช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนและบริหารงบประมาณสำหรับเยียวยาประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเป็นการโอนความเสี่ยงบางส่วนจากภาครัฐเข้าสู่ระบบประกันภัย

ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย อยู่ระหว่างเร่งจัดทำรายละเอียดของโครงการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับกำหนดรูปแบบความคุ้มครองและคำนวณเบี้ยประกัน โดยโครงการดังกล่าวมีประชาชนอยู่ในกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับ 13 ล้านคน ไปจนถึงประมาณ 30 ล้านครัวเรือน จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจประกันภัยยังต้องหารือรายละเอียดเพื่อให้เงื่อนไขเป็นไปตามหลักการของกรมธรรม์ โดยหัวใจสำคัญคือการประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมื่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ใช่เพียงกรณีเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เท่านั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างชัดเจน เพื่อลดความคาดหวังที่อาจไม่ตรงกับเงื่อนไขความคุ้มครอง

นายจีรพันธ์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัยต่อ (Reinsurance) เนื่องจากบริษัทประกันภัยในประเทศอาจไม่สามารถรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด เช่น หากเกิดความเสียหายสูงถึง 40,000 ล้านบาท ขณะที่เบี้ยประกันรับอยู่ในระดับเพียงหลักหมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงต้องเร่งสรุปฐานข้อมูลและรายละเอียดโครงการให้ชัดเจน เพื่อนำไปหารือกับบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศในการช่วยกระจายความเสี่ยง โดยภาคธุรกิจคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดเพื่อหารือกับภาครัฐได้ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ หลังจากสมาคมประกันวินาศภัยและ คปภ. ได้ร่วมกันศึกษาประเด็นดังกล่าวมาแล้วหลายเดือน

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังมองบทเรียนจากโครงการประกันภัยข้าวนาปีที่ดำเนินการมานานกว่า 20 ปี ซึ่งในอดีตเคยเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ส่งผลให้การดำเนินโครงการไม่ต่อเนื่อง จึงคาดหวังว่าระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะมีความยั่งยืนมากกว่าเดิม โดยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับเงื่อนไขกรมธรรม์ ผ่านแนวทาง “Training for Trainer” เช่น การอบรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง

Back to top button