TTB ย้ำจับมือ DBS ไม่ได้ซื้อพอร์ตลูกค้า เดินหน้า “ซูเปอร์มาร์เก็ตการเงิน” ดัน Wealth โต

แบงก์ทหารไทยธนชาต (TTB) ย้ำ ความร่วมมือกับ D​​BS เป็น Partnership โอนย้ายลูกค้า DBS ไทยมาอยู่ภายใต้การดูแลของ TTB พร้อมเชื่อมผลิตภัณฑ์การเงินทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับ Wealth Management รับลูกค้าไทยลงทุนต่างประเทศ ชี้ ไม่เน้นเปิดสาขาแข่ง แต่ใช้เครือข่ายพันธมิตรดึงจุดแข็งระดับโลกเสริมบริการ เดินหน้าสู่ “ซูเปอร์มาร์เก็ตการเงิน”


นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง ttb และธนาคาร DBS เป็นรูปแบบ Partnership ที่มุ่งเสริมศักยภาพธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โดยไม่ใช่การเข้าซื้อพอร์ตลูกค้าจาก DBS ด้วยเงินสด แต่เป็นการโอนย้ายลูกค้า (Migration) จาก DBS ประเทศไทยมาให้ ttb เป็นผู้ดูแล ขณะที่รายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์จะเข้ามาที่ ttb ซึ่งรูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจหลักทรัพย์ในไทยที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้การทำธุรกิจเทรดหุ้นเพียงอย่างเดียวมีความสามารถในการทำกำไรจำกัด และจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอื่นเข้ามาสนับสนุน

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มีประโยชน์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การยกระดับการดูแลลูกค้า ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายของ ttb เช่น กองทุน ประกันภัย และบัตรเครดิต เข้ามาให้บริการเพิ่มเติม จากเดิมที่บริษัทหลักทรัพย์มีผลิตภัณฑ์จำกัดกว่า ขณะเดียวกัน ttb จะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินระดับโลกและระดับภูมิภาค (Global/Regional Products) ของ DBS เข้ามาให้บริการลูกค้า เปรียบเสมือนเป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตทางการเงิน” ที่มีทั้งสินค้าภายในประเทศและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ และด้านสุดท้ายคือการร่วมกันดูแลลูกค้าไทยที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของ DBS ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

นายปิติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนนิยามการขยายธุรกิจในภูมิภาคของ ttb ซึ่งไม่ได้มุ่งหมายที่จะออกไปเปิดสาขาแข่งขันกับธนาคารท้องถิ่นในต่างประเทศ แต่จะเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่มีศักยภาพจากทั่วโลกกลับมาให้บริการลูกค้าไทย เนื่องจากลูกค้า Wealth รายใหญ่ของไทยจำนวนมากมีทรัพย์สินอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินและมีกฎหมายที่เอื้อต่อการบริหารความมั่งคั่ง

นอกจากนี้ ttb ยังมีความร่วมมือกับ DBS ในด้านระบบโอนเงินหลายสกุลในเอเชีย หรือ Payment Rail ซึ่งช่วยให้การโอนเงินระหว่างประเทศมีความรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ระบบ SWIFT แบบเดิม โดยธนาคารมองว่าการสร้างเครือข่ายพันธมิตรจะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเงินจากต่างประเทศกลับเข้าประเทศมีความท้าทายมากขึ้นจากหลักเกณฑ์ด้านภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับการบริหารความมั่งคั่ง

นายปิติ กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีลักษณะ K-Shape ซึ่งกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอาจเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกระจายไปยังกลุ่ม SME และแรงงานในวงกว้าง ธนาคารจึงดำเนินนโยบายสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยชะลอการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) และลูกค้ารายย่อยที่มีพฤติกรรมกู้เกินตัวหรือเก็งกำไร เนื่องจากมองว่าบางตลาดมีภาวะอุปทานส่วนเกินและความต้องการที่ไม่ยั่งยืน

ส่วนการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ธนาคารยังคงดำเนินการขายหนี้และตัดหนี้สูญ (Write-off) อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ แม้ระดับ NPL อาจดูทรงตัว แต่ต้นทุนในการบริหารความเสี่ยง (Risk Cost) ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากธนาคารต้องบริหารจัดการหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำหลักการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) มาใช้ เพื่อให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินที่ดีสามารถเข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น

นายปิติ กล่าวว่า ttb ยังไม่เข้าร่วมธุรกิจ Virtual Bank เนื่องจากยังไม่เห็นโจทย์ที่ชัดเจนว่าธนาคารรูปแบบดังกล่าวจะเข้ามาแก้ปัญหาในประเทศไทยได้ดีกว่าระบบธนาคารปัจจุบันอย่างไร โดยไทยมีระบบโอนเงินที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และมีโครงสร้าง Digital Banking ที่พัฒนาไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ธนาคารสนับสนุนการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล (Consent Data Exchange) ที่มีธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาช่วยประเมินความน่าเชื่อถือของลูกค้า และเปิดโอกาสให้กลุ่ม “คนดีแต่จน” ที่มีวินัยทางการเงินเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันสามารถคัดกรองกลุ่มที่มีพฤติกรรมทุจริตออกจากระบบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ในธนาคารจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน โดย AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพและสามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น แม้ในระยะยาวจำนวนพนักงานและสาขาอาจลดลงตามพัฒนาการของเทคโนโลยี แต่บทบาทของ “Human Touch” ทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและการวางแผนธุรกิจยังคงมีความสำคัญ

ส่วนกรณีโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการถอนตัวของ ING นั้น นายปิติระบุว่าเป็นเรื่องของกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของ ING ขณะที่กรรมการตัวแทนจาก ING ยังคงดำรงตำแหน่งตามวาระ พร้อมยืนยันว่าการกำกับดูแลกิจการของธนาคารยังมีความแข็งแกร่ง โดยการถือหุ้นในสัดส่วนที่เกิน 5% หรือ 10% อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเงินฝากของประชาชนไปใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง ทั้งนี้ ทิศทางสำคัญของ ttb คือการสร้างพันธมิตรเพื่อเติมเต็มจุดแข็งซึ่งกันและกัน แทนการดำเนินธุรกิจทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Back to top button