LH Fund เปิดเกมลุยหุ้น SET100 ชู “ลงทุน-ส่งออก” ดันหุ้นใหญ่ รับเทรนด์ Data Center–Cloud

บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) เปิดตัวกองทุน LHSET100 เสนอขาย IPO วันที่ 8-14 ก.ย. 2569 เน้นลงทุนหุ้น SET100 แบบ Passive Management หวังผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามดัชนี SET100 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Total Return Index ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มเปลี่ยนเครื่องยนต์จากบริโภคในประเทศสู่การลงทุนและส่งออก หลังการลงทุนเอกชนไตรมาส 2 โต 13.4% ขณะที่ FDI ครึ่งปีแรกพุ่ง 80% แตะ 1.31 ล้านล้านบาท หนุนกลุ่มธนาคาร พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center–Cloud


นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Fund) เปิดเผยว่า LH Fund แนะนำ กองทุนเปิด แอล เอช SET 100 (LHSET100) โดยจะเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 8-14 ก.ย. 2569 กองทุนนี้ มีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุน โดยมี Net Exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET100 เป็นหลัก บริหารจัดการแบบ Passive Management มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด คือดัชนี SET100 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Total Return Index ในสัดส่วนร้อยละ 100 ทั้งนี้ กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 6

จุดเด่นของกองทุน LHSET100 คือการเข้าถึงหุ้นไทยขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและสภาพคล่องสูงผ่านกลไกที่โปร่งใสและมีวินัย โดยใช้ดัชนีที่ปรับด้วยสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือ Free Float ซึ่งสะท้อนหลักทรัพย์ที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้จริง แตกต่างจากการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดทั้งหมด และใช้ดัชนีแบบ Total Return Index ซึ่งรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำกลับไปลงทุน สอดคล้องกับกลไกของกองทุนที่สะสมเงินปันผลไว้ในมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ประกอบกับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมทั้งสิ้น 0.7240% ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับกองทุนหุ้นไทยในอุตสาหกรรม

นายมนรัฐ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.9% แต่เมื่อแยกองค์ประกอบจะพบว่าการเติบโตรอบนี้มีลักษณะเฉพาะกลุ่มอย่างชัดเจน โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส และการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9%

สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนจากกำลังซื้อภายในประเทศไปสู่การลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เนื่องจากดัชนี SET100 มีน้ำหนักในกลุ่มธนาคาร พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศรวมกันกว่า 60% ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับวัฏจักรการลงทุนและการส่งออกมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ

ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งแรกของปี 2569 ได้รับอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยกลุ่มศูนย์ข้อมูลและคลาวด์คิดเป็นสัดส่วนถึง 76% ของมูลค่าทั้งหมด ขณะที่ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP2026 ซึ่งเป็นแผนระยะ 25 ปี ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มจาก 36,450 เมกะวัตต์ในปี 2569 เป็น 71,340 ถึง 77,374 เมกะวัตต์ในปี 2593 เทียบกับกำลังผลิตตามสัญญาปัจจุบันที่ 48,852 เมกะวัตต์

สะท้อนความจำเป็นในการลงทุนกำลังผลิตใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะจากความต้องการไฟฟ้าของกลุ่มศูนย์ข้อมูลที่คาดว่าจะเติบโตสูงในช่วง 7 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และธนาคารที่ให้สินเชื่อโครงการ อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการและยังมิได้ประกาศใช้

 

Back to top button