
“กัณฑรา” มอง SET ผันผวน หากหลุด 1,600 จุด แนะถือเงินสดรอความชัดเจนเฟด-ตั้งรับ 3 หุ้นเด่น
“กัณฑรา” มองตลาดหุ้นไทยยังผันผวนตามทิศทางตลาดโลก หลังราคาน้ำมันพุ่งและ Bond Yield สหรัฐทรงตัวระดับสูง หนุนตลาดให้น้ำหนักโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยแตะ 70% แนะนักลงทุนชะลอซื้อ รอความชัดเจนจากการประชุมเฟดวันที่ 17 ก.ย. พร้อมทยอยตั้งรับ PTTEP-KBANK-ADVANC และจับตา SET หากหลุด 1,600 จุด อาจต้องกลับมาสะสมพลังเพื่อเริ่มรอบใหม
นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 11 ก.ย.69 ว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลง โดยปัจจัยกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความกังวลด้านเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 107-108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังมีโอกาสขึ้นทดสอบบริเวณ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดกำลังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคของสหรัฐ หลังเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตออกมาสูง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังผู้บริโภคและเพิ่มแรงกดดันต่อเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งจะมีการประชุมเฟดในวันที่ 17 กันยายน
โดยปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70% จากก่อนหน้านี้ที่อยู่บริเวณ 50-60% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังเผชิญภาวะ Overhang จนกว่าจะทราบผลการประชุม โดยนายกัณฑรามองว่า ความชัดเจนหลังการประชุมจะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์ได้ง่ายกว่าภาวะที่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอน
สำหรับตลาดหุ้นไทย มองแนวรับสำคัญบริเวณ 1,605 จุด และหากดัชนีหลุดระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นแนวจิตวิทยาสำคัญ อาจทำให้รอบการปรับขึ้นที่เดิมคาดว่าจะไปทดสอบบริเวณ 1,630 จุดต้องชะลอออกไป และตลาดอาจต้องใช้เวลาสะสมพลังเพื่อเริ่มรอบใหม่
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง โดย Bond Yield อายุ 2 ปีอยู่ที่ประมาณ 4.58% และอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 4.96% ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ควรเน้นการ “ตั้งรับ” มากกว่าการไล่ราคา
นายกัณฑราระบุว่า หุ้นที่ยังสามารถใช้กลยุทธ์ทยอยตั้งรับได้ ได้แก่ PTTEP ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึง KBANK และ ADVANC ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่น แม้หลายบริษัทจะยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ควรชะลอการเข้าซื้อใหม่เพื่อรอความชัดเจนจากการประชุมเฟดก่อน โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ควรหลีกเลี่ยงในระยะสั้น
สำหรับหุ้นธนาคาร มองว่าการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาเป็นลักษณะของแรงซื้อแบบตั้งรับ สะท้อนว่านักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มของกลุ่ม แต่ควรทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวมากกว่าการเข้าซื้อเชิงรุก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศยังมีสัญญาณเชิงบวก ทั้งแนวโน้มการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบต่างประเทศได้บางส่วน
ขณะที่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง อาจมีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย แต่คาดว่าอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเงินทุนไหลออกไปแล้วส่วนหนึ่ง และเศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางดีขึ้น
ส่วนปัจจัยการเมือง นายกัณฑรามองว่า “เสถียรภาพรัฐบาล” ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากความต่อเนื่องของนโยบายมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน หากเสถียรภาพของรัฐบาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดได้
ทั้งนี้ กลยุทธ์ในช่วงก่อนทราบผลประชุมเฟดวันที่ 17 กันยายน แนะนำให้นักลงทุน ชะลอการซื้อหุ้นใหม่ และเน้นตั้งรับในหุ้นที่มีความเชื่อมั่นด้านปัจจัยพื้นฐาน โดยติดตาม 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การประชุมเฟดและทิศทางราคาน้ำมัน ก่อนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอีกครั้งหลังมีความชัดเจนมากขึ้น

