
กฟผ. เร่งอัพกริดรับ Data Center ดันภาคตะวันออก 900 MW ลุย SMR 300 MW
“นรินทร์ เผ่าวณิช” กางทิศทาง กฟผ. ยกระดับบทบาทสู่ Energy Ecosystem Connector เร่งอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้ารับพลังงานหมุนเวียนและดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าศึกษา SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ พร้อมขยาย BESS แตะ 200 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีหน้า และเตรียมงบลงทุนปี 2570 ราว 4-5 หมื่นล้านบาท
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ทิศทางของ กฟผ. ในระยะต่อไปจะเพิ่มบทบาทจากการเป็นผู้รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ไปสู่การเป็นผู้เชื่อมโยงระบบนิเวศทางพลังงาน หรือ Energy Ecosystem Connector เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานที่มีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบ
สำหรับแนวทางหลักของ กฟผ. แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Bridging Energy Security ซึ่งยังคงเป็นภารกิจหลักขององค์กร โดยครอบคลุมทั้งการจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน เช่น โครงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ หรือ LTMS-PIP รวมถึงการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ด้านที่สองคือ Bridging Energy Transition เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดย กฟผ. ศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงพลังงานใหม่ ทั้งไฮโดรเจนและชีวมวล รวมถึงโครงการนำชีวมวลมาผสมกับถ่านหินในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
เบื้องต้นตั้งเป้าใช้ชีวมวลในสัดส่วนประมาณ 5% ก่อนทยอยเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5
นายนรินทร์ ระบุว่า กฟผ. เคยทดลองใช้ชีวมวลร่วมกับถ่านหินมาแล้วในสัดส่วนไม่ถึง 1% และปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มเติม โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีหน่วยผลิตขนาดประมาณ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยเพิ่มสัดส่วนชีวมวลตามความเหมาะสมและความพร้อมของวัตถุดิบ
ส่วนด้านที่สามคือการเชื่อมโยงไปสู่ Sustainable Future ผ่านเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่ กฟผ. ให้ความสนใจคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR)
ปัจจุบัน กฟผ. ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ โดยนำองค์ความรู้จากการศึกษาที่เคยดำเนินการเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนมาต่อยอด พร้อมประสานความร่วมมือกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เบื้องต้นประเมินว่า SMR โรงแรกอาจมีขนาดประมาณ 300 เมกะวัตต์ และหากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP อาจต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี เนื่องจากต้องพิจารณาทั้งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและกรอบกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม กฟผ. ต้องการผลักดันให้โครงการสามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่ากรอบเวลาดังกล่าว
สำหรับมูลค่าการลงทุน SMR นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดย กฟผ. จะพยายามบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด และคาดว่าในช่วงที่มีการลงทุนจริง ต้นทุนเทคโนโลยีอาจปรับลดลงจากระดับปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดตั้งแต่ต้นทางการผลิต ภายใต้แนวคิด Green Innovation for Sustainability ผ่านโครงการ Floating Solar และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือ Pumped Storage ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ อาทิ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันตก
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวน จึงต้องมีระบบส่งไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ
กฟผ. จึงอยู่ระหว่างการอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ทั้งด้านการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้า การประมวลผล และการควบคุมระบบไฟฟ้า ภายใต้แนวคิด Human-Centric AI ซึ่งใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมการทำงาน โดยยังคงมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการควบคุมและตรวจสอบเพื่อลดความผิดพลาด
นอกจากนี้ ยังมีระบบประเมินและบริหารความเสี่ยงแบบ Real-time Risk Assessment and Management เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้าและจัดการความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย
ในด้านการเปิดระบบไฟฟ้าให้รองรับผู้เล่นรายใหม่ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมด้าน Third Party Access รวมถึงระบบซื้อขายพลังงานสีเขียว เช่น Utility Green Tariff หรือ UGT1 และ UGT2 ตลอดจนการพัฒนา Third Party Access Platform รองรับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาในตลาดในอนาคต
สำหรับระบบ Smart Grid กฟผ. ได้พัฒนา Renewable Energy Forecast Center ควบคู่กับ Demand Response Control Center เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน โดยปัจจุบันระบบดังกล่าวมีความพร้อมแล้ว
ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ Battery Energy Storage System (BESS) ปัจจุบัน กฟผ. ติดตั้งแล้วรวม 37 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นสถานีไฟฟ้าบำเหน็จณรงค์ 16 เมกะวัตต์ และชัยบาดาล 21 เมกะวัตต์
หลังจากนี้มีแผนขยายกำลังติดตั้งเพิ่มเติมอีกประมาณ 100-200 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 200 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีหน้า
ในส่วนของโครงข่ายไฟฟ้าภาคตะวันออก กฟผ. อยู่ระหว่างเร่งขยายระบบส่งเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่ม Data Center ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้เพิ่มขีดความสามารถของระบบแล้วประมาณ 550 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 900 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้
สำหรับปี 2570 จะยังเดินหน้าเพิ่มศักยภาพระบบส่งต่อเนื่อง โดยหากพิจารณาทั่วประเทศ อาจเพิ่มขีดความสามารถได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากจะมีโครงการโครงข่ายขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มเติม
นายนรินทร์ เปรียบเทียบว่า การเพิ่มขีดความสามารถของระบบไฟฟ้าไม่สามารถเพิ่มเฉพาะปลายทางได้ แต่ต้องเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายหลัก หรือ Main Grid ด้วย เปรียบเสมือนถนน 4 เลนที่ต้องขยายเป็น 6 เลนก่อน จึงจะรองรับการจราจรจากถนนสายย่อยที่เพิ่มขึ้นได้
สำหรับงบลงทุนในปี 2570 เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท และอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
ด้านธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า กฟผ. เดินหน้าพัฒนา EV Ecosystem โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จ EleX by EGAT จำนวน 229 สถานีทั่วประเทศ รวมถึงมีสถานีในต่างประเทศอีก 4 แห่ง พร้อมตั้งเป้าพัฒนาไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำระบบนิเวศสถานีชาร์จ EV ของประเทศไทย
นอกจากนี้ กลุ่ม กฟผ. ยังผลักดันธุรกิจด้าน Decarbonization Solution ทั้ง Renewable Energy Certificate หรือ REC แพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และธุรกิจสีเขียวในบริษัทเครือทั้ง 8 แห่ง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วคือเครื่องชาร์จเร็ว หรือ Fast Charger ซึ่งสามารถรองรับกำลังชาร์จสูงสุดถึง 480 กิโลวัตต์ รวมถึงโครงการเปลี่ยนรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ภายในพื้นที่เหมืองแม่เมาะไปสู่รถ EV เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
สำหรับการจัดงาน Gastech นั้น กฟผ. มองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เล่นในอุตสาหกรรมพลังงาน พร้อมแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการจัด Electrification Theatre เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดพื้นที่หารือและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับระบบผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กฟผ. คาดหวังว่าการจัดงานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มองค์ความรู้ด้านพลังงาน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

