PTT ผนึกพันธมิตรลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รับดีมานด์ไฟฟ้า-ดาต้าเซ็นเตอร์พุ่ง

“คงกระพัน” ชี้ความร่วมมือระดับภูมิภาคและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เป็นกุญแจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รับความต้องการไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต ย้ำก๊าซธรรมชาติ-LNG ยังมีบทบาทสำคัญควบคู่การลดคาร์บอน


ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยระหว่างการเสวนาหัวข้อ “LNG in the Age of Electricity: Contracting, Competition and the Reality of Demand” ภายในงาน “Gastech 2026” ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการพลังงานไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้เพียงลำพัง

ดังนั้น การสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความมั่นคง เสถียรภาพ และรักษาต้นทุนพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้อยู่ในระดับเหมาะสมในระยะยาว

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทพลังงานทั่วเอเชียต้องปรับลำดับความสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนผ่านการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก ไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพด้านอุปทานมากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศประมาณ 50% และนำเข้าอีกประมาณ 50% โดย PTT ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงผ่านการกระจายแหล่งจัดหาเชื้อเพลิง พร้อมเดินหน้าขยายกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ขณะเดียวกัน การรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านแหล่งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานรองรับความต้องการในอนาคต

สำหรับความท้าทายของภาคพลังงานในระยะต่อไป ประกอบด้วยการรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน โดยก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงาน ตราบใดที่องค์กรสามารถสร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การลดการปล่อยคาร์บอนต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพของสินทรัพย์และการดำเนินงานเดิม รวมถึงการนำเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนมาใช้ โดยการประยุกต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาคท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

ดร.คงกระพัน กล่าวอีกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโครงข่ายพลังงานเชื่อมโยงระหว่างประเทศอยู่แล้ว ทั้งท่อส่งก๊าซข้ามพรมแดนระยะทางหลายพันกิโลเมตร เช่น โครงข่ายระหว่างไทยและมาเลเซีย ตลอดจนสถานีรับ LNG เกือบ 20 แห่ง จึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลาก่อสร้างหลายปี ผู้ประกอบการแต่ละรายจึงอาจไม่สามารถลงทุนได้เพียงลำพัง การสร้างความไว้วางใจระหว่างพันธมิตรจึงมีความสำคัญ แม้ไม่ได้ร่วมมือกันโดยตรงในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติหรือ LNG แต่ความสัมพันธ์ในธุรกิจด้านอื่นจะช่วยวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต

นอกจากนี้ ภูมิภาคจำเป็นต้องประเมินความต้องการพลังงานอย่างแม่นยำและวางแผนลงทุนล่วงหน้า เนื่องจากการรอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรง

สำหรับการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุน PTT มีบทบาททั้งในฐานะรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุน โดยเมื่อเกิดวิกฤตด้านอุปทาน บริษัทจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติเป็นลำดับแรก พร้อมลงทุนล่วงหน้าเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงาน

ที่ผ่านมา PTT ได้ยกระดับความยืดหยุ่นของโรงกลั่นให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ รวมถึงขยายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับพันธมิตร ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องด้านพลังงานและไม่เผชิญภาวะขาดแคลนในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

แม้การสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ PTT พร้อมลงทุนล่วงหน้าและบริหารจัดการภาระทางการเงินภายในองค์กร เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมส่งมอบพลังงานให้แก่ผู้บริโภคปลายทางด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

Back to top button