ซาอุฯ ปิดยานบู ดันน้ำมัน WTI พุ่งทะลุ 105 เหรียญ

ไทยออยล์ชี้ราคาน้ำมันดิบพุ่ง หลังตลาดกังวลอุปทานตึงตัวจากซาอุฯ ระงับขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือยานบู ขณะที่ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ-ลิเบีย และสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังหนุนราคา ส่ง WTI ปิด 105.83 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่ม 4.44 ดอลลาร์ ส่วน Brent ปิด 108.75 ดอลลาร์ เพิ่ม 3.07 ดอลลาร์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16 กันยายน 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่อาจตึงตัว หลังเกิดเหตุการณ์กระทบต่อการส่งออกและการผลิตน้ำมันในหลายพื้นที่สำคัญ

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 4.44 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 108.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.07 ดอลลาร์

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีซาอุดีอาระเบียอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 14 ราย ขณะที่ซาอุดีอาระเบียได้ระงับการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือส่งออกเมืองยานบู (Yanbu) ส่งผลให้ต้องยกเลิกการส่งออกน้ำมันดิบไปยังยุโรปบางส่วนในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการเดินเรือจาก Kpler ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 ระบุว่า มีเรือบรรทุกสินค้าเพียง 4 ลำแล่นผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา สะท้อนความตึงเครียดต่อการเดินเรือในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

นอกจากนี้ สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ หลังชนทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงด้านการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค

ด้านลิเบีย บริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียรายงานว่า การผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งผลิต 3 แห่งต้องหยุดชะงัก หลังเกิดการประท้วงของกลุ่มรักษาความปลอดภัยในโรงงานปิโตรเลียม (Petroleum Facilities Guard) ซึ่งเข้าปิดวาล์วบนท่อส่งน้ำมันดิบ Hamada-Zawiya

บริษัทระบุว่า อาจจำเป็นต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) หากวาล์วยังคงถูกปิด หรือสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องระงับการผลิตเพิ่มเติม

ส่วนสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังรัสเซียโจมตีสถานีบริการน้ำมันในกรุงเคียฟ ขณะที่ยูเครนยังคงโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายยังคงมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะระบุก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองประเทศจะยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้วก็ตาม

Back to top button