
“ชัยยศ” ชี้ SET ลุ้น Technical Rebound เน้นหุ้น Defensive ชู BDMS-BCH เด่น
“ชัยยศ” มอง SET มีโอกาส Technical Rebound ระยะสั้น หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามตลาดคาด แต่ต้องจับตา Dot Plot ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยระยะถัดไป แนะเน้นหุ้น Defensive ชู BDMS-BCH เด่น พร้อมจับตากลุ่มแบงก์และโรงไฟฟ้ารับ PDP2026
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ก.ย.69) นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ส่งผลให้โมเมนตัมของดัชนี SET อ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่าแรงกดดันหลักในรอบนี้มาจากหุ้น DELTA มากกว่าภาพรวมของตลาด
ทั้งนี้ DELTA ปรับตัวลงเกือบ 20 บาทในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หลังตลาดกังวลประเด็นการออกหุ้นกู้แลกเปลี่ยนเป็นหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมีหุ้น DELTA เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง ส่งผลกระทบต่อดัชนีค่อนข้างมาก เนื่องจาก DELTA มีน้ำหนักต่อ SET Index ในระดับสูง
ขณะที่หุ้นในกลุ่มอื่น อาทิ ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล ปิโตรเคมี และโรงกลั่น ยังมีทิศทางค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยบางกลุ่มสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ สะท้อนว่าการอ่อนตัวของดัชนีไม่ได้เกิดจากแรงขายกระจายทั่วทั้งตลาด
โดย KSS ประเมินว่า หากตัดผลกระทบจาก DELTA ออก การเคลื่อนไหวของ SET ในวันก่อนหน้าอาจยังเป็นบวกราว 6-7 จุด แม้ดัชนีรวมจะปรับตัวลงมากกว่า 10 จุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามคือกระแสเงินทุนต่างชาติ ซึ่งชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า หลังนักลงทุนกลับมากังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ โดยตลาดให้น้ำหนักโอกาสดังกล่าวมากกว่า 90% และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยอาจเพิ่มจาก 3.75% เป็น 4.00%
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยง หลังเส้นทางขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรง และสร้างความกังวลว่าเงินเฟ้อในระยะถัดไปอาจกลับมาเร่งตัว ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตลาดหุ้นไทย
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น KSS มองว่า SET มีโอกาสเกิด Technical Rebound หลังทราบผลประชุมเฟด หากการขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาด เนื่องจากราคาสินทรัพย์ได้สะท้อนความคาดหวังดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่แรงกดดันจาก DELTA หลังราคาปรับตัวลงแรงในช่วง 2 วันที่ผ่านมา น่าจะสะท้อนความกังวลไปบางส่วนแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้คือ Dot Plot และสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในช่วง 3-4 ไตรมาสข้างหน้า หากเฟดยังส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม จะสะท้อนความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และอาจทำให้การรีบาวด์ของตลาดหุ้นไทยมีกรอบจำกัด
ด้านหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ KSS มองว่ายังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากมีอัตราเงินปันผลอยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นมีโอกาสสนับสนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จึงมีความเป็นไปได้ที่เงินทุนต่างชาติจะสลับจากหุ้นบางกลุ่มเข้าสู่หุ้นธนาคารมากขึ้น
ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า KSS มองว่า PDP2026 ถือเป็นปัจจัยบวกในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากแผนดังกล่าวมีโครงการและกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งจะสร้างโอกาสเพิ่มกำลังผลิต รายได้ และกำไรให้ผู้ประกอบการในอนาคต อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นยังต้องระวังแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SPP
สำหรับกลุ่มพลังงานหมุนเวียน มองว่าได้รับประโยชน์จากทิศทาง PDP2026 เช่นกัน และมีข้อได้เปรียบจากการไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาก๊าซ แต่ยังต้องติดตามเงื่อนไขการลงทุน อัตรารับซื้อไฟฟ้า และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนของโครงการและความน่าสนใจในการลงทุน
สำหรับกลยุทธ์ระหว่างรอความชัดเจนจากเฟด KSS แนะนำเน้นหุ้น Defensive โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 มีโอกาสดีขึ้นจากฤดูกาลที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ป่วยต่างชาติตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น
โดยเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่น คาดกำไรไตรมาส 3 ราว 4,500 ล้านบาท ให้ราคาเป้าหมาย 25 บาท และ BCH ซึ่งคาดผลประกอบการไตรมาส 3 เติบโตประมาณ 6-7% ให้ราคาเป้าหมาย 12 บาท

