10 หุ้นหลบภัย “เฟด” ชูแบงก์-ประกัน-รพ. รับดอกเบี้ยขาขึ้น

โบรกฯ แนะกลยุทธ์ “ตั้งรับ” หลบภัยความผันผวนแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติชะลอตัว หลังคาดการณ์เฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ชู TTB, KBANK, SCB, KKP, TISCO, BLA, BDMS, BCH, TLI และ TIPH เป็นหุ้นเด่น รับผลตอบแทนปันผลสูง


การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามสัญญาณนโยบายการเงินในระยะถัดไป โดยเฉพาะ Dot Plot ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินว่า การประชุม Fed ครั้งนี้มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในลักษณะ “Insurance Rate Hike” หรือการปรับขึ้นดอกเบี้ยเชิงป้องกัน เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ก่อนที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ไปค่อนข้างมากแล้ว โดยล่าสุดความน่าจะเป็นที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 92% ดังนั้น หากผลการประชุมออกมาตามที่ตลาดคาด ผลกระทบต่อตลาดหุ้นอาจอยู่ในวงจำกัด

สิ่งที่มีน้ำหนักต่อตลาดมากกว่าคือทิศทางใน Dot Plot รวมถึงประมาณการเงินเฟ้อและจำนวนครั้งของการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่เหลือในระยะข้างหน้า เนื่องจากจะสะท้อนมุมมองของเจ้าหน้าที่ Fed ต่อความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป

หาก Fed ส่งสัญญาณว่าหลังจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเข้าสู่ช่วงพักเพื่อประเมินข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเพิ่มเติม มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะเกิดแรงฟื้นตัวระยะสั้น หรือ Relief Rally โดยเฉพาะหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์เริ่มชะลอการปรับตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้นเกิดใหม่

ภายใต้กรณีดังกล่าว KSS มองว่า หุ้นกลุ่ม Domestic และ Defensive ซึ่งมีรายได้และกระแสเงินสดค่อนข้างชัดเจน มีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล อาทิ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH

ในทางกลับกัน หาก Fed ส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องกว่าที่ตลาดคาด จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Bond Yield อยู่ในระดับสูงหรือปรับตัวขึ้นต่อ และสร้างแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นผ่านอัตราคิดลดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มี Valuation สูงและมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องบางส่วนกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PST ซึ่งประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down จากแรงลดความเสี่ยงของนักลงทุนก่อนทราบผลการประชุม Fed

โดยมองว่า ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่า Fed อาจส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด หรือ Hawkish สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดย Bond Yield อายุ 2 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ 4.69% ขณะที่อายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 5.04% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ปี 2567 และ 2550 ตามลำดับ

ระดับ Bond Yield ที่สูงขึ้นถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ขณะเดียวกันยังเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันระดับ Valuation ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้น Growth Stock ที่มูลค่าปัจจุบันขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดในอนาคตในสัดส่วนสูง

นอกจากผลการประชุมและ Dot Plot แล้ว นักลงทุนยังต้องติดตามมุมมองของ Fed ในช่วง 3-4 ไตรมาสข้างหน้า เพื่อประเมินว่าระดับดอกเบี้ยสูงจะดำเนินต่อไปนานเพียงใด รวมถึงติดตามตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นอีกข้อมูลสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของการบริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาวะดอกเบี้ยสหรัฐฯ และ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหุ้นทุกกลุ่มในทิศทางเดียวกัน โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่า หุ้นกลุ่มการเงินบางส่วน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และธุรกิจประกัน มีโอกาสได้รับประโยชน์จากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง

หุ้นธนาคารที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO

ส่วนกลุ่มประกันที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA, บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI และบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ผลประชุม Fed รอบนี้อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หรือไม่ เนื่องจากตลาดรับรู้ความเป็นไปได้ดังกล่าวไปในระดับสูงแล้ว แต่ประเด็นที่จะกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป คือ “น้ำเสียง” ของ Fed และ Dot Plot ว่าจะส่งสัญญาณพักการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอข้อมูลเพิ่มเติม หรือยังเปิดทางสำหรับการคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่อง

หาก Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายกว่าที่ตลาดกังวล การชะลอตัวของ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์อาจเปิดพื้นที่ให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว พร้อมหนุนหุ้น Domestic และ Defensive แต่หากสัญญาณยังคง Hawkish และ Bond Yield เดินหน้าทำระดับสูงใหม่ หุ้นที่มี Valuation สูงจะยังเผชิญแรงกดดัน ขณะที่กลุ่มธนาคารและประกันอาจเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยรองรับจากภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง

Back to top button