“กกร.” ห่วงน้ำท่วมฉุดอุตสาหกรรม เสียหายพุ่งแล้วเกือบ 6 พันล้านบาท

กกร. เผยน้ำท่วมกระทบโรงงานหลายแห่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายภายใน 12 ต.ค. เสี่ยงกระทบสายการประกอบ หลังสต็อกชิ้นส่วนเริ่มลดลง ล่าสุด ความเสียหายพุ่งเกือบ 6 พันล้านบาท จี้ รัฐเร่งบูรณาการจัดการน้ำและพัฒนาระบบเตือนภัย


ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนตุลาคม 2569 เปิดเผยว่า กกร.สนับสนุนหลักการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างของนครสวรรค์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีวงเงินสูงถึง 500,000 ล้านบาท จึงต้องการให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัด ภาคเกษตร และประชาชนในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและประเมินความคุ้มค่าของโครงการอย่างรอบด้าน

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ส่งผลให้โรงงานหลายแห่งต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากการหยุดการผลิต หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 จะเริ่มส่งผลกระทบต่อสายการประกอบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสต็อกชิ้นส่วนจะทยอยหมดลง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดระดับน้ำในบางนิคมอุตสาหกรรมเริ่มลดลงแล้ว ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินความเสียหายล่าสุดอยู่ที่เกือบ 6,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 1,500 ล้านบาท เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน รับว่าตัวเลขความเสียหายดังกล่าวยังไม่นิ่ง และยังต้องติดตามประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง โดย กกร.ขอให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมบันทึกภาพและเก็บหลักฐานทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายไว้ทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงเที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก ขณะที่การบินไทย (TG) ซึ่งเป็นสายการบินหลักในเส้นทางยุโรปและตะวันออกกลาง ถือเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านเที่ยวบินอาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อตั๋วเดินทางของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน กกร.มองว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยบวก โดยรัฐบาลให้ความสำคัญและรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน รวมถึงการจัดประชุมระดับนานาชาติ อาทิ IMF, World Bank และ Business Summit ซึ่งช่วยส่งสัญญาณถึงความน่าเชื่อถือและความพร้อมของไทยต่อกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
ด้านแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ กกร.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน

พร้อมผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้สอดคล้องกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ขณะที่ กกร.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะขยายตัว 2.1-2.5% การส่งออกขยายตัว 12-16% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มจากระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

ดร.พจน์ กล่าวว่า บทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมในอดีต โดยเฉพาะปี 2526, 2537 และ 2554 สะท้อนจุดอ่อนของการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ ทั้งการประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง การเตรียมความพร้อมไม่เพียงพอ และการดำเนินงานล่าช้า รวมถึงการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน โดยในปี 2554 ยังพบปัญหาการก่อสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่กีดขวางทางน้ำ ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งบูรณาการผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับเส้นทางน้ำ (Waterway) รวมถึงจัดเตรียมพื้นที่รับน้ำและแก้มลิง เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ

ทั้งนี้ กกร.เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานร่วมเชิงรุกตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และจังหวัดเสี่ยงภัย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ในระดับพื้นที่ให้มีความแม่นยำและรวดเร็ว

นอกจากนี้ กกร.ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอส่งผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำอีก 3 คณะ รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจของ กกร. เพื่อประเมินผลกระทบ วางแผนฟื้นฟู และจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบร่วมกับภาครัฐ

Back to top button