เวที IMF-ธ.โลกชู Small AI เพิ่มผลิตภาพ 5 ปีข้างหน้า จับตาความเหลื่อมล้ำ-แรงงานถูกแทนที่

ธนาคารโลก (World Bank) เร่งผลักดัน Small AI เพิ่มผลิตภาพตลาดเกิดใหม่ ชู 5 สาขาเศรษฐกิจเป้าหมาย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เกษตร สาธารณสุข ท่องเที่ยว และการผลิตมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 5 ปี ด้าน IMF ชี้ AI หนุน GDP แต่เสี่ยงกระทบตำแหน่งงานทั่วโลก 40% จี้รัฐปรับนโยบายภาษีและสวัสดิการ รับมือการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน


นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดเผยในงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 หัวข้อ “WBG Flagship: Small AI: More and Better Jobs” ว่า ธนาคารโลกให้ความสำคัญกับการนำ Small AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในตลาดเกิดใหม่ โดยมุ่งกระจายการเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้เข้าถึงระดับท้องถิ่น ทั้งโรงเรียน ระบบสาธารณสุข และเกษตรกรรายย่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนผ่าน Jobs Council มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน สะพาน ไฟฟ้า น้ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน, เกษตรกรรม โดยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและการรวมกลุ่มสหกรณ์, สาธารณสุขขั้นปฐมภูมิ ผ่านการยกระดับศูนย์สุขภาพท้องถิ่นและใช้ AI เชื่อมโยงกับแพทย์เฉพาะทาง, การท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการขยายตัว และการผลิตแบบเพิ่มมูลค่า ผ่านการแปรรูปทรัพยากรในท้องถิ่นและการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

โดยธนาคารโลกตั้งเป้าให้การประยุกต์ใช้ Small AI ในตลาดเกิดใหม่เกิดขึ้นจริงและแพร่หลายมากขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า

ด้านนางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การพัฒนา AI กำลังก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมด้านการลงทุนและอุปสงค์ (Investment & Demand Shock) ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ IMF คาดการณ์ไว้ที่ 3% ในปีนี้

IMF ประเมินว่า การนำ Small AI มาใช้สามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในประเทศพัฒนาแล้วได้ราว 0.5-1% และในประเทศตลาดเกิดใหม่ประมาณ 0.2-0.8% อย่างไรก็ตาม AI อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกประมาณ 40% เนื่องจากสามารถเข้ามาทำงานซ้ำซ้อนหรือทำงานบางส่วนแทนแรงงานมนุษย์ได้ จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งด้านตลาดแรงงานและนโยบายเศรษฐกิจ

นางจอร์จีวา กล่าวอีกว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนนโยบายการคลังและโครงสร้างภาษี หากการใช้ AI ทำให้ความต้องการแรงงานลดลงและรูปแบบการสร้างรายได้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษารายได้ของภาครัฐและความสามารถในการจัดสวัสดิการ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุและประชาชนที่อาจสูญเสียรายได้จากการถูกเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน พร้อมตั้งเป้าให้ AI เข้ามารับช่วงงานที่คนไม่ต้องการทำหรือเป็นงานซ้ำซ้อน เพื่อให้แรงงานสามารถยกระดับไปสู่งานที่สร้างผลิตภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขณะที่นายธาร์มาน ชานมุการัตนัม (President Tharman)ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กล่าวว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับกลางและแรงงานที่มีทักษะปานกลาง เพิ่มความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และทำให้การเติบโตมีลักษณะ K-Shaped ซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจกระจุกตัวในบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม AI ยังมีศักยภาพช่วยลดช่องว่างระหว่างลูกจ้างกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ที่แรงงานบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงช่วยสนับสนุนการทำงานในองค์กรที่ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันสนับสนุนการจ้างงานเด็กจบใหม่และพัฒนาทักษะการใช้ AI เพื่อไม่ให้แรงงานรุ่นใหม่สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ ควบคู่กับการปรับรูปแบบการศึกษาให้เน้นการประยุกต์ใช้จริงและการฝึกงานในสถานประกอบการมากขึ้น แทนการมุ่งเน้นความรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว โดยเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าคือการใช้ AI ยกระดับศักยภาพแรงงาน พร้อมลดความเสี่ยงที่ช่องว่างทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาจะขยายตัวมากขึ้น

Back to top button