
KGI ชี้แบงก์พ้นจุดต่ำสุด ชู 4 หุ้นเด่น KBANK-KTB-KKP-TTB
บล.เคจีไอ (KGI) ประเมินผลงานหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3/69 ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน อานิสงส์ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ขยับขึ้น ช่วยชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การตั้งสำรองลดลงและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว พร้อมชู KBANK, KTB, KKP และ TTB เป็นหุ้นเด่นน่าสะสมรับการเติบโต
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร ระบุว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/2569 แสดงถึงทิศทางการฟื้นตัว โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อที่มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ดีขึ้น ซึ่งมากพอที่จะชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ชะลอตัวลง ภาพรวมกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/2569 ปรับตัวลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักเกิดจากความผันผวนของตลาดพันธบัตรที่กดดันให้กำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุน (FVTPL) ลดลง โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB หากตัดรายการ FVTPL และค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองออกไป กำไรจากธุรกิจหลักจะเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ของทุกธนาคารปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สัดส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ (NPL coverage) ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธนาคารจะตั้งสำรองลดลง นำโดย BBL, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, KBANK และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB แนวโน้มหนี้เสีย (NPL) ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารต่างๆ ส่งสัญญาณว่าค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 3/2569 และมีโอกาสลดลงในไตรมาส 4/2569
ภาพรวมสินเชื่อขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.3% นับตั้งแต่ต้นปี KTB มีการเติบโตของสินเชื่อโดดเด่นที่สุดที่ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 5% นับตั้งแต่ต้นปี จากสินเชื่อภาครัฐ
ขณะที่ BBL เติบโตจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ของ KBANK และ SCB จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อรักษาระดับการตั้งสำรองให้อยู่ในระดับต่ำ ส่วน TTB และ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จะเน้นขยายสินเชื่อรายย่อยแบบเฉพาะกลุ่มเพื่อเพิ่มมาร์จิ้น NIM ของเกือบทุกธนาคารปรับตัวดีขึ้น ยกเว้น KBANK และ KTB ที่ NIM ค่อนข้างทรงตัวจากการเติบโตของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ทางด้าน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, TISCO และ TTB มี NIM ขยับเพิ่มขึ้นติดต่อกันมาสองไตรมาสจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมในไตรมาส 3/2569 ปรับตัวลดลง 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมาตรฐานใหม่ของการคิดค่าธรรมเนียมธุรกิจรายย่อยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผลบังคับใช้ รวมถึงรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่ลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น จะสนับสนุนให้รายได้ค่าธรรมเนียมกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น แม้กลุ่มธนาคารจะถูกฉุดด้วยตลาดพันธบัตรที่ผันผวน แต่การดำเนินงานในประเทศยังคงขยายตัวได้ดีตามการลงทุน ฝ่ายวิจัยจึงยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” (Overweight) โดยเลือก KBANK, KTB, KKP และ TTB เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่ม เนื่องจากมีความโดดเด่นด้านการเติบโต สามารถรับมือกับความผันผวนได้ดี และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ

