
BA ลุ้นกำไร Q3 โต 25% แตะ 1.3 พันล้าน รับผู้โดยสารสมุยพุ่ง โบรกแนะซื้อเป้า 23.55 บาท
BA ลุ้นกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 แตะ 1.3 พันล้านบาท โต 25% รับผู้โดยสารเส้นทางสมุยแข็งแกร่ง หนุนอัตราบรรทุกเพิ่มเป็น 85% ด้าน บล.กรุงศรี มองไตรมาส 4 ยังรักษากำไรปกติได้ แม้ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่ง พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23.55 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ต.ค.69) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานของ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยคาดว่าไตรมาส 3/2569 จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 247% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนผู้โดยสารเส้นทางบินเข้าและออกเกาะสมุย ซึ่งเป็นเส้นทางบินหลักของบริษัทที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถชดเชยการลดลงของจำนวนผู้โดยสารในเส้นทางบินอื่น ๆ ได้
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่าจำนวนผู้โดยสารรวมในไตรมาส 3/2569 จะเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1.08 ล้านคน ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 4,242 บาท และอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เพิ่มขึ้น 6 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 85% ส่งผลให้รายได้รวมเติบโต 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 6,138 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 31.8% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คาดว่าผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไตรมาส 3 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ของเส้นทางบินเข้าและออกเกาะสมุย ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 19% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3% สนับสนุนให้รายได้รวมขยายตัวมากกว่า 18% จากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าจะรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 1,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 293% จากไตรมาสก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการจากความต้องการเดินทางในเส้นทางบินหลักที่ยังแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรี ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงกว่าคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงกว่าสมมติฐานเดิม โดยฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการราคาน้ำมัน Jet Fuel ปี 2569 และ 2570 ขึ้น 13% และ 7% ตามลำดับ มาอยู่ที่ 144.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 117.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกัน ยังปรับลดประมาณการจำนวนผู้โดยสารในปี 2569–2570 ลงจากเดิมประมาณ 2–4% เพื่อสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2569 ลง 9% จากประมาณการเดิม เหลือ 3,539 ล้านบาท ลดลง 5% จากปีก่อน และปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2570 ลง 18% เหลือ 3,236 ล้านบาท ลดลง 9% จากปี 2569
แม้แนวโน้มผลประกอบการจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ฝ่ายวิจัยยังประเมินว่า BA มีความสามารถในการรักษาระดับกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจสายการบินทั่วโลก ซึ่งการที่บริษัทยังคงสามารถสร้างกำไรปกติได้มากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยประเมินว่า แม้ราคาน้ำมัน Jet Fuel จะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 170–180 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารในเส้นทางสมุยเริ่มชะลอตัวลง แต่ BA ยังมีโอกาสรักษาผลการดำเนินงานให้มีกำไรปกติได้ จากความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน
นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจสายการบินแบบให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service Airline) ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการราคาบัตรโดยสารและต้นทุน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน ขณะที่บริษัทมีรายได้เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมรวมกันมากกว่า 1,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งช่วยสนับสนุนความมั่นคงของรายได้ และลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจสายการบินเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน BA ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาวจากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวไว้ในประมาณการผลประกอบการ จึงถือเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อมูลค่าหุ้นในอนาคต หากโครงการมีความคืบหน้าตามแผน
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BA พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายปี 2570 ลงเป็น 23.55 บาทต่อหุ้น จากเดิม 25 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงกว่าคาด โดยยังมีมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานธุรกิจ จากการเติบโตของผู้โดยสารเส้นทางสมุย ความยืดหยุ่นในการรับมือต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการในระยะยาว
