TTB รุกเจาะกลุ่ม Wealth ปั้นค่าฟีโต-คุม NPL อยู่หมัด

แบงก์ทหารไทยธนชาต (TTB) กางแผนโตยั่งยืน ลุยปรับโครงสร้างพอร์ตเจาะกลุ่ม High Yield ดันผลตอบแทนทะลุ 19% ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่ DBS รุกหนักตลาด Wealth พลิกโฉมสาขาสู่ที่ปรึกษาทางการเงิน ปูทางปั้นรายได้ค่าธรรมเนียมโตระยะยาว มั่นใจคุมคุณภาพสินทรัพย์อยู่หมัด หลังโชว์ฟอร์มบริหาร NPL เข้าเป้า ดันกันชนพอร์ตพุ่ง 159% พ่วงอัดปันผล 65% และทุ่ม 1.4 หมื่นล้านบาทซื้อหุ้นคืนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น


นายนริศ อารักษ์สกุลวงศ์ ประธานกลุ่มกลยุทธ์องค์กรและดิจิทัล ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 5,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158 ล้านบาท เติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีกำไรสุทธิ 5,299 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 16,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 740 ล้านบาท เติบโต 4.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ผลการดำเนินงานปีนี้จะสามารถบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีและอาจทำได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยสามารถควบคุมอัตราหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย มีการตั้งสำรองส่วนเพิ่มส่งผลให้กันชนของพอร์ตสินเชื่อที่มีหลักประกันอยู่ในระดับสูงถึง 159% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) โตโดดเด่น 25.7% เทียบกับปีก่อน จากการบันทึกกำไรพิเศษ เช่น กองทุนวายุภักษ์ และหุ้นการบินไทย

ทั้งนี้ TTB เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (Dividend Payout) เป็น 65% พร้อมโครงการรับซื้อหุ้นคืนเฟส 5 แบบ General Offer ในราคา 2.60 บาทต่อหุ้น วงเงิน 14,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้นของ TTB ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 57% ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับน่าสนใจที่ 5.5-7% สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อศักยภาพการทำกำไรและการบริหารเงินลงทุน

“เราไม่เน้นการเติบโตของยอดสินเชื่อรวมอย่างก้าวกระโดด แต่มุ่งปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อไปยังกลุ่ม High Yield มากขึ้น ผ่านการใช้โมเดลการกำหนดราคาตามความเสี่ยงเพื่อคัดกรองลูกค้าชั้นดี ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้สูงถึง 19% โดยที่ตัวเลข NPL ไม่ได้ขยับสูงตาม นอกจากนี้ จะรุกตลาดกลุ่ม Wealth เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการออมเป็นการลงทุน พร้อมเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาคอย่าง DBS เพื่อส่งต่อลูกค้า ขยายฐานผลิตภัณฑ์ และปรับรูปแบบสาขาให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นายนริศ กล่าว

ด้านความคืบหน้าโครงการความช่วยเหลือ “คุณสู้เราช่วย” ที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงเหลือราว 35,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 3% ของพอร์ตสินเชื่อรวม โดย 60% ของพอร์ตดังกล่าวเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (สินเชื่อบ้านและ SME) ส่งผลให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ทั้งนี้ ลูกค้าในพอร์ตดังกล่าวถึง 85% สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือและคุณภาพลูกค้าที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

Back to top button