บอร์ด Data Center ชง ครม. 3 พ.ย.นี้! จัดระเบียบใหญ่ แบ่ง 7 ระดับไฟ คุมเข้มรายใหม่

บอร์ด Data Center กางแผนจัดระเบียบครั้งใหญ่ รับยุทธศาสตร์ AI ชาติ จ่อชงครม. 3 พ.ย.นี้ แบ่ง 7 ระดับตามการใช้ไฟ พร้อมตั้งกลไก Pitching คัดเลือกผู้ลงทุนใหม่เน้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ส่วนผู้ประกอบการเดิมให้เวลา 1 ปี ปรับมาตรฐาน COP


เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 4/2569 ได้มีการสรุปแนวทางการจัดระเบียบและนโยบายการกำกับดูแลกิจการ Data Center ในประเทศไทย เพื่อวางรากฐานให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชน และยึดหลักการสร้างมูลค่ารวมถึงขีดความสามารถการแข่งขันที่แท้จริงให้แก่ประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาศึกษารายละเอียดเชิงลึก ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการนโยบายฯ ได้เตรียมนำเสนอ 3 สาระหลักเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 3 พ.ย.นี้  เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลทั้งระบบดังนี้

1. การจัดระเบียบและกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Standardization) การทำ Data Center Dashboard กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) จัดทำระบบศูนย์กลางเพื่อรวบรวมข้อมูล Data Center ทั่วประเทศ เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดว่า มีกำหนดนิยามและประเภทตามการใช้ไฟฟ้าแบ่ง Data Center ออกเป็น 7 ระดับ (ระดับ 1–7) ตามขนาดการใช้พลังงานไฟฟ้า การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Code of Practice: COP) ครอบคลุมทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ การใช้ไฟฟ้า, การใช้น้ำ, ผังเมือง, น้ำมัน, ความปลอดภัย, สิ่งแวดล้อม และชุมชน และการตรวจสอบผู้ประกอบการเดิม ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องสามารถดำเนินกิจการต่อได้ ส่วนผู้ที่ไม่ถูกต้องจะต้องแก้ไขและดำเนินการตามกฎหมาย

​2. แนวทางการเปลี่ยนผ่านและการส่งเสริมการลงทุนในอนาคต (Smooth Transition & High-Value Investment) ​ผู้ประกอบการรายเดิม จะไม่มีการยกเลิกหรือเปลี่ยนเงื่อนไขย้อนหลังสามารถดำเนินกิจการต่อได้ แต่ต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ (COP) ภายใน 1 ปี ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ จะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน (ไฟ, น้ำ, ผังเมือง, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) และคัดเลือกเฉพาะโครงการที่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ประเทศอย่างแท้จริง ​เงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้ลงทุนใหม่คือเพื่อดึงดูดธุรกิจ/ซัพพลายเออร์ไทยเข้าสู่ ห่วงโซ่อุปทานของ AI และ Data Center การพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากรไทย รวมถฟึงใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาภายในประเทศ

​3. ธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล (Governance) ​การจัดตั้ง Data Center One Stop Service (DC OSS) จะมีทางกระทรวงดีอีเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการขึ้นทะเบียน บูรณาการข้อมูล ประสานงานระหว่างหน่วยงาน และติดตามตรวจสอบทั้งระบบแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ทางกระทรวงพลังงานได้กำหนดเกณฑ์การแบ่งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดการใช้ไฟฟ้าและความร้อน ออกเป็น 7 ระดับ ดังนี้ ระดับ 1: 0 – 0.5 เมกะวัตต ระดับ 2: 0.5 – 1.5 เมกะวัตต์ ระดับ 3: 1.5 – 3 เมกะวัตต์ ระดับ 4: 5 – 10 เมกะวัตต์ ระดับ 5: 10 – 20 เมกะวัตต์ ระดับ 6: 50 – 200 เมกะวัตต์ และระดับ 7: มากกว่า 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป

สำหรับมาตรการกำกับดูแลและการใช้หลักเกณฑ์แนวทางปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) จะถูกแบ่งออกตามขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ดังนี้ กลุ่มขนาดเล็ก (ระดับ 1–4) เป็นกลุ่มที่มีความเข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อมไม่สูงมากนัก โดยส่วนใหญ่จะเน้นการควบคุมเรื่องเสียง อุณหภูมิ การใช้น้ำและไฟฟ้า รวมถึงการป้องกันผลกระทบต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะใช้ CoP เวอร์ชันที่ 1 (รุ่นไลท์) ทั้งยังสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่พาณิชยกรรม พื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่ได้รับข้อยกเว้นพิเศษได้ และกลุ่มขนาดกลางและใหญ่ (ระดับ 5 ขึ้นไป) จะต้องใช้ CoP ในเวอร์ชันที่ 2 และเวอร์ชันที่ 3 ซึ่งมีความเข้มข้นและรัดกุมมากยิ่งขึ้นตามขนาดการใช้พลังงานที่สูงขึ้น โดยรายละเอียดเชิงลึกของ CoP ในแต่ละระดับจะมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมในส่วนของระยะร่นและการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับกลุ่มขนาดใหญ่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

​ในส่วนของแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม แบ่งออกเป็นชัดเจนได้แก่ 1)กลุ่มที่เปิดให้บริการแล้วหรือมีใบอนุญาต/อยู่ระหว่างก่อสร้าง จะต้องเข้ามาดำเนินการปรับปรุงตัวให้สอดคล้องกับเกณฑ์ CoP ตามขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยให้เวลาในการปรับปรุงประมาณ 1 ปี หลังจากคณะกรรมการประชุมพิจารณาแล้วเสร็จ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานที่เก็บรักษาน้ำมัน หรือหน่วยงานกำกับดูแล จะสามารถออกใบอนุญาตได้ พร้อมทั้งต้องแจ้งข้อมูลทั้งหมดไปยัง DCO หรือ DST ที่กระทรวงพลังงานจัดตั้งขึ้น เพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องก่อนเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์ และ2)กลุ่มโครงการใหม่ (ยังไม่มีใบอนุญาตใดๆ) ถือเป็นโครงการใหม่ที่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการกลั่นกรองที่เข้มข้น โดยต้องผ่านกระบวนการ Pitching ต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและประเมินประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ก่อนเข้าสู่กระบวนการขอใบอนุญาตตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 63 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กของสถาบันการเงิน และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือรอใบอนุญาตขั้นสุดท้ายอีกประมาณ 20 แห่ง ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับการอนุมัติให้ดำเนินงานต่อได้ภายใต้เงื่อนไขการปรับปรุงให้เป็นไปตาม Code of Practice ภายใน 1 ปี

สำหรับกลุ่มโครงการใหม่ที่ยังไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างซึ่งมีผู้ยื่นข้อเสนอเข้ามาแล้วกว่า 100 ข้อเสนอ คิดเป็นปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมราว 3,000 เมกะวัตต์นั้น จะต้องเข้าสู่ระบบการพิจารณาคัดเลือกใหม่ (Pitching) ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยจะพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ ระบบไฟฟ้า น้ำ และสิทธิประโยชน์ที่เสนอให้แก่ประเทศ คาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดรับพิจารณาข้อเสนอตามเกณฑ์ใหม่ได้ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้

Back to top button