
BBL ลั่นดึงทุนจีนปั้นหุ้นดาวเด่น ดัน BOI สู่ IPO เติมบิ๊กแคปตลาดหุ้นไทย
"กอบศักดิ์ ภูตระกูล" ชู แบงก์กรุงเทพ (BBL)เป็นสะพานเชื่อมทุนจีนปักฐานไทย เดินเกมต่อยอดบริษัทต่างชาติผ่าน BOI สู่ตลาดหุ้น หวังดึงหุ้นดาวเด่นระดับหลักสิบรายเข้า Top 30 ภายใน 2-3 ปี เพิ่มมาร์เก็ตแคป-สภาพคล่อง พร้อมชี้ดัชนี 1,560-1,600 จุดเป็นระดับปลอดภัย
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงนักลงทุนจีนที่ต้องการขยายธุรกิจและย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย โดยอาศัยเครือข่าย Bangkok Bank China และทีมงานที่ประจำอยู่ในมณฑลต่างๆ ของจีน ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการจีนกับโอกาสการลงทุนในไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการเข้ามาดำเนินธุรกิจและขยายการลงทุนในต่างประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทจีนและไต้หวันเร่งขยายการลงทุนออกนอกประเทศ มาจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว สินเชื่อภาคธนาคารที่ติดลบ และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับลดลงประมาณ 10-20% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดและฐานการผลิตแห่งใหม่ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมากกว่า 2 ใน 3 มาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยจะดึงดูดเงินลงทุนและต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ การลงทุนจากจีนในระยะต่อไปมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีคุณภาพและมีธรรมาภิบาลมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลจีนเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามธุรกิจที่ไม่มีความโปร่งใส หรือที่เรียกว่า “จีนเทา” พร้อมสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพให้ออกไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพจึงใช้เครือข่ายในจีนสนับสนุนการประสานงานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานการผลิตหรือขยายกิจการในไทย ตัวอย่างเช่น บริษัท Changan ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ในประเทศไทย ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องและยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศไม่ควรหยุดอยู่เพียงการนำเม็ดเงินเข้ามาสร้างโรงงานหรือขยายกำลังการผลิตเท่านั้น แต่ควรต่อยอดไปสู่การพัฒนาตลาดทุนไทย โดยผลักดันให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) หรือแนวทาง BOI to IPO เพื่อเพิ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้แก่นักลงทุน และทำให้ตลาดทุนไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่โดดเด่นค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศที่มีบริษัทชั้นนำในกลุ่มเทคโนโลยีจำนวนมาก
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเร่งเพิ่มบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Sectors) ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนให้มากที่สุด แต่เป็นการดึงดูดบริษัทระดับดาวเด่นหรือหุ้นขนาดใหญ่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นไทย โดยมุ่งหวังให้มีบริษัทชั้นนำระดับหลักสิบแห่งเข้าสู่กลุ่ม 30 บริษัทขนาดใหญ่ของตลาดภายใน 2-3 ปี เพื่อเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และสภาพคล่องในการซื้อขาย (Liquidity)
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางตลาดทุนไทย ดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,560-1,600 จุด ถือเป็นระดับที่มีความปลอดภัย โดยการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอัตราปีละ 10-20% จะเป็นผลดีต่อตลาดในระยะยาวมากกว่าการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนและกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน การยกระดับตลาดหุ้นไทยจึงต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการสร้างเสถียรภาพของตลาดและการเพิ่มคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จากปัจจุบันที่เติบโตได้ประมาณ 2% กว่าๆ ไปสู่ระดับ 3-4.5% ในอนาคต โดยการลงทุนในอุตสาหกรรม EV เซมิคอนดักเตอร์ PCB และ Data Center จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ดังนั้น การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคธนาคาร และตลาดทุนในการดึงดูดบริษัทต่างชาติที่มีคุณภาพ พร้อมผลักดันให้เกิดการลงทุนและการระดมทุนในประเทศ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทย

