
CLSA ชู SCC รับร่วมทุน PTTGC ดัน Synergy สูงสุดปีละ 6.8 พันล้าน เคาะเป้า 280 บาท
CLSA มองดีล SCC ร่วมทุน PTTGC สัดส่วน 44:56 เป็นจุดเปลี่ยนธุรกิจปิโตรเคมี คาดสร้าง Synergy ปีละ 150–200 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.1–6.8 พันล้านบาท) ภายใน 3 ปี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน คาดปิดดีลครึ่งหลังปี 70 พร้อมคงคำแนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 280 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 29 ต.ค.69 ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแผนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture: JV) ระหว่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์เข้าด้วยกัน โดยประเมินว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจเคมีภัณฑ์ในกลุ่ม SCC และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ โครงสร้างการร่วมทุนกำหนดให้ PTTGC ถือหุ้นในสัดส่วน 56% และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด ถือหุ้น 44% โดยบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมีขนาดกำลังการผลิตรวมอยู่ในอันดับ 10 ของโลกในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี
สำหรับสินทรัพย์หลักที่จะนำเข้าร่วมทุน ประกอบด้วยกำลังการผลิตโอเลฟินส์จาก PTTGC จำนวน 3.7 ล้านตันต่อปี และจาก SCGC จำนวน 3.4 ล้านตันต่อปี รวมถึงกำลังการผลิตโพลิเอทิลีน (PE) จาก PTTGC อีก 1.9 ล้านตันต่อปี และกำลังการผลิตโพลิเอทิลีนและโพลิโพรพิลีน (PP) จาก SCGC รวม 2.1 ล้านตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเคมีภัณฑ์ส่วนอื่นของ SCGC ได้แก่ โครงการปิโตรเคมี Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ธุรกิจไวนิลเชน ธุรกิจแฟบริเคชัน ธุรกิจโซลูชันด้านเทคโนโลยี และธุรกิจสีเขียว จะยังคงอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ SCGC โดยไม่รวมอยู่ในขอบเขตของบริษัทร่วมทุนครั้งนี้
ด้านโครงสร้างการบริหาร บริษัทร่วมทุนจะมีกรรมการทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นตัวแทนจาก PTTGC จำนวน 4 คน และ SCGC จำนวน 3 คน โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะมาจาก PTTGC ขณะที่รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะมาจาก SCGC
ทั้งสองบริษัทมีกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติธุรกรรมดังกล่าว โดยยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งคาดว่ากระบวนการทำธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปี 2570
CLSA ประเมินว่า การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจะสร้างผลประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergy) ประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นราว 4,900–6,500 ล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้ประโยชน์ดังกล่าวได้เต็มที่ภายในระยะเวลา 3 ปี หลังการดำเนินงานร่วมกัน
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบและบริหารห่วงโซ่อุปทาน การบริหารคลังสินค้า ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และการตลาดร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมี
นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังมีโรงงานรวมกันมากกว่า 30 แห่ง ตั้งอยู่ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเอื้อต่อการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตและระบบสนับสนุนระหว่างโรงงาน รวมถึงการบูรณาการการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับโครงสร้างทางการเงิน CLSA ระบุว่า บริษัทร่วมทุนจะมีสินทรัพย์รวมประมาณ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นสินทรัพย์ที่นำมาจาก PTTGC มูลค่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจาก SCGC มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทร่วมทุนจะมีมูลค่าประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมาจาก PTTGC จำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ SCGC จำนวน 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนภาระหนี้สินสุทธิของบริษัทร่วมทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นหนี้จาก PTTGC ประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ SCGC ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/EBITDA) ไม่เกิน 4 เท่า
นอกจากนี้ บริษัทร่วมทุนจะมีวงเงินสินเชื่อประมาณ 30,000 ล้านบาท และกำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ในส่วนของการบันทึกบัญชี PTTGC จะรับรู้ผลประกอบการของบริษัทร่วมทุนผ่านการจัดทำงบการเงินรวม (Consolidation) เนื่องจากมีสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ SCGC จะรับรู้ผลประกอบการผ่านวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method)
CLSA ประเมินว่า การร่วมทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมี ผ่านการบริหารสินทรัพย์ร่วมกัน การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนมีมูลค่ากิจการ (Enterprise Value: EV) ประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity Value) อยู่ที่ประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าของ PTTGC จำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ SCGC จำนวน 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ SCC ทาง CLSA คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 23,238 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.1% จากปีก่อน ก่อนขยายตัวเป็น 25,220 ล้านบาทในปี 2570 และ 28,047 ล้านบาทในปี 2571 ตามลำดับ ขณะที่รายได้ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 602,425 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 653,440 ล้านบาทในปี 2570
CLSA ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแผนร่วมทุนดังกล่าว โดยเชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นฟูขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเคมีภัณฑ์ SCC พร้อมคงคำแนะนำ “Outperform” และราคาเป้าหมายหุ้น SCC ที่ 280 บาทต่อหุ้น อ้างอิงการประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF)

