“สศช.” คาดต้นทุนโลจิสติกส์ปี 69 แตะ 13.4% ต่อ GDP จับตาพลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์

สศช. คาดสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ปี 69 อยู่ที่ 12.9–13.4% ต่อ GDP จับตาราคาพลังงาน ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังปี 68 ต้นทุนลดลง 3.5% พร้อมเสนอพัฒนาระบบรางควบคู่โลจิสติกส์สีเขียว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่รายงานโลจิสติกส์ของประเทศไทย ประจำปี 2568 (Thailand’s Logistics Report 2025) โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 12.9–13.4% ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568

ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกำแพงภาษีในอัตราสูงของสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รวมถึงความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตรและความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับภาพรวมต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวม 2,459,200 ล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 2,548,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดลงจาก 13.6% เหลือ 13%

ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดลงของต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง เนื่องจากธุรกิจมีการหมุนเวียนและกระจายสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น รวมถึงเร่งส่งออกสินค้าเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก

สำหรับโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ ต้นทุนการขนส่งสินค้า มีสัดส่วน 50.9% มูลค่า 1,250,900 ล้านบาท ลดลง 0.5% ตามการขนส่งทางน้ำและทางถนนเป็นหลัก และต้นทุนการบริหารจัดการ มีสัดส่วน 7.4% มูลค่า 183,000 ล้านบาท ลดลง 3.55%

ส่วนต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง มีสัดส่วน 41.7% มูลค่า 1,025,300 ล้านบาท ลดลง 6.9% เนื่องจากต้นทุนการถือครองสินค้าลดลง มีการหมุนเวียนและกระจายสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ปรับตัวลดลง

ขณะที่ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในปี 2568 มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 581,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 567,300 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) และการค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้บริการส่งพัสดุเร่งด่วน (Express Delivery) ขยายตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวกสบาย ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจหันมาพึ่งพาผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอกแบบครบวงจร (3PL) มากขึ้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัว พร้อมนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วางแผนการขนส่งและบริหารจัดการคลังสินค้า

นอกจากนี้ ดัชนีค่าระวางเรือตู้สินค้า (SCFI) ที่ลดลง 36.3% ยังส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางน้ำลดลง 2.3%

ด้านการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566–2570 ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อน 4 ด้านหลัก โดยด้านแรก คือการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ National Single Window (NSW) เพื่อลดขั้นตอนด้านเอกสาร พร้อมนำ AI และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้วิเคราะห์และบริหารความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อมุ่งสู่การค้าไร้เอกสารอย่างสมบูรณ์

ด้านที่สอง คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและประตูการค้า โดยเน้นลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่และประตูการค้าที่มีกิจกรรมขนส่งสินค้าสูงเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเพิ่มอุปกรณ์ตรวจสอบที่ทันสมัย เช่น เครื่องเอกซเรย์แบบ Fast Scan และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก รวมถึงนำระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้บริหารจัดการ เพื่อลดระยะเวลารอคอยบริเวณด่านและประตูการค้า

ด้านที่สาม คือการส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสู่ระบบราง (Modal Shift) โดยกำหนดให้ระบบรางเป็นโครงข่ายหลัก (Backbone) เชื่อมโยงกับสายรอง (Feeder) ท่าเรือ และด่านชายแดน รวมถึงพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) และเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Park) พร้อมกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสมตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนจากการขนส่งทางถนนสู่ระบบราง

และด้านที่สี่ คือการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งสินค้าขนาดเล็กถึงมือผู้บริโภค และพัฒนาคลังสินค้าที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับการวางแผนเดินรถเพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ

Back to top button