
SET ภาคเช้าร่วง 19 จุด ตามตลาดโลก เซ่นแรงขาย DELTA-กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
SET ภาคเช้าร่วง 18.70 จุด หรือ 1.21% แตะ 1,525.90 จุด รับแรงขาย DELTA และหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ หลังผลประกอบการหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด จับตา Fund Flow ต่างชาติไหลออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ต.ค. 2569) ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดย ณ เวลา 10.13 น. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) อยู่ที่ระดับ 1,525.90 จุด ลดลง 18.70 จุด หรือ 1.21% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 16,603.60 ล้านบาท
โดยดัชนีปรับตัวลงตามตลาดต่างประเทศที่มีแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังประกาสผลประกอบการต่ำกว่าคาด โดยมีแรงขายหุ้น DELTA นำกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ฉุดตลาด และเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกลดความเสี่ยงรอผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐต้นพ.ย.
บล.ดาโอ ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ ( 30 ต.ค.69) ว่า คาด SET Index แกว่ง Sideway หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ โดยเฉพาะปิดลบโดยเฉพาะ NASDAQ หลังงบไตรมาส 3 ออกมาทำให้ตลาดผิดหวัง สำหรับตลาดหุ้นไทยวานนี้ต่างชาติขาย และมีแรงกดดันจากกลุ่มโรงกลั่นจากประเด็น Policy Risk และแรง sell-off จากหุ้นกลุ่ม Electronics ในขณะที่ตลาดจะจับตาดูผลประกอบการของบริษัทเป็นหลักเนื่องจากเรายังไม่เห็นปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อน sentiment การลงทุนในช่วงนี้
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ปิดปรับตัวลดลงทั้ง 3 ดัชนีหลัก โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,342.56 จุด ลดลง 132.54 จุด หรือ 0.25% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,720.39 จุด ลดลง 23.59 จุด หรือ 0.30% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,184.73 จุด ลดลง 365.13 จุด หรือ 1.38% หลังผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึง Alphabet และ Caterpillar สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ขณะที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนกันยายนเร่งตัวขึ้น
สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) CGSI ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,530-1,560 จุด โดยคาดว่านักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มขายสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงหุ้นไทย เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยจำกัดการฟื้นตัวของตลาดในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเกิดการหมุนเวียนเงินลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และปิโตรเคมี ไปยังหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ด้านกลยุทธ์การลงทุน CGSI แนะนำหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไร ได้แก่ บริษัท ไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT หลังรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 1,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25.2% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าประมาณการของ CGSI ประมาณ 22% ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569-2571 ขึ้น 3.7-6.9% จากสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ดีขึ้น โดยกำหนดจุดทำกำไรที่ 24.60 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 24.00 บาท
ขณะที่ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 42.3% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าประมาณการของ CGSI ประมาณ 34% และสูงกว่าประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กประมาณ 11% ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการ EPS ปี 2569-2571 ขึ้น 8.8-14.0% โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง พร้อมกำหนดจุดทำกำไรที่ 7.35 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 7.05 บาท

