
บล.หยวนต้า ชี้ Intel รับดีมานด์ AI ดัน Data Center โต 78% จับตากำลังผลิตถึงปี 70
บล.หยวนต้า เผย Intel ไตรมาส 3/69 กำไรต่อหุ้น 0.52 ดอลลาร์ สูงกว่าคาด รับรายได้ Data Center โต 78% จากดีมานด์ AI สวนทางธุรกิจ PC หดตัว 5% จับตากำลังผลิตตึงตัวถึงครึ่งแรกปี 70 พร้อมมองบวกกลุ่ม AI Infrastructure แม้ต้นทุนลงทุนเพิ่มกดดันกระแสเงินสด
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัท อินเทล คอร์ปอเรชัน (Intel Corporation) ว่า ผลการดำเนินงานโดยรวมฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการหน่วยประมวลผลสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งตามการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้น และการชะลอคำสั่งซื้อของผู้ผลิตคอมพิวเตอร์
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 Intel มีรายได้รวม 16,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 16,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.52 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าประมาณการของตลาดที่ 0.40 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากสัดส่วนรายได้ของหน่วยประมวลผลสำหรับเซิร์ฟเวอร์ (Server CPU) ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 44.1% จาก 41.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) เพิ่มขึ้นเป็น 19.6% จาก 17.2% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ธุรกิจ PC ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน
ด้านธุรกิจศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data Center and AI: DCAI) มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าประมาณการของตลาดราว 10% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการ Server CPU สำหรับการประมวลผล AI Inference และ Agentic AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ผู้บริหาร Intel ระบุว่า บริษัทสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้สูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้รายได้ทั้งปีมีแนวโน้มสูงกว่าแผนที่วางไว้เมื่อต้นปีเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่ขยายตัวรวดเร็วกว่ากำลังการผลิต ทำให้ปัญหาคอขวดด้านอุปทาน (Supply Bottleneck) ซึ่งเดิมประเมินว่าจะเริ่มคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 มีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 โดยเฉพาะกระบวนการผลิต Intel 3 และวัสดุฐานรองสำหรับประกอบชิป (Substrate)
เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว Intel เตรียมปรับกำลังการผลิตบางส่วนในรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา จากเทคโนโลยี Intel 18A มาเป็น Intel 3 ควบคู่กับการเพิ่มกำลังการผลิต Substrate ประมาณ 40% โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ขณะที่ธุรกิจชิปเฉพาะทาง (ASIC) มีรายได้เติบโตมากกว่า 50% จากไตรมาสก่อนหน้า เร่งตัวจากการเติบโตประมาณ 20% ในไตรมาส 2/2569 และมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าภายในระยะเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังเผชิญแรงกดดันมากกว่าที่บริษัทประเมินไว้ โดยรายได้กลุ่ม Client Computing (CCPG) ลดลงเหลือ 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 9% จากไตรมาสก่อนหน้า ต่ำกว่าประมาณการของตลาดที่ 8,840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สาเหตุสำคัญมาจากราคาหน่วยความจำ (Memory) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาวะขาดแคลนสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนการประกอบคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงปรับลดคำสั่งซื้อ CPU เพื่อเร่งระบายสินค้าคงคลัง โดยผู้บริหาร Intel ระบุว่า การปรับลดคำสั่งซื้อมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ Intel ประเมินว่าภาวะอุปทานหน่วยความจำตึงตัวอาจดำเนินต่อเนื่องตลอดปี 2570 ส่งผลให้ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ PC ทั่วโลกมีแนวโน้มหดตัว 12% ในปี 2569 และลดลงอีก 10% ในปี 2570 โดยคาดว่าการปรับลดสินค้าคงคลังจะรุนแรงที่สุดในช่วงไตรมาส 4/2569 ถึงไตรมาส 1/2570 ก่อนทยอยคลี่คลายในไตรมาส 2/2570
สำหรับธุรกิจรับจ้างผลิตชิป Intel Foundry เริ่มได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงอัตราผลผลิตที่ผ่านมาตรฐาน (Yield) และการบริหารจัดการต้นทุน โดยต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยี Intel 3 ลดลงประมาณ 15% และ Intel 18A ลดลงประมาณ 40% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569
การปรับปรุงดังกล่าวส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของชิป Granite Rapids ซึ่งใช้ใน Server CPU ปรับตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในไตรมาส 3/2569 จากที่เคยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ชิป Panther Lake สำหรับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยี Intel 18A ยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัท
ทั้งนี้ ธุรกิจ Foundry มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 1,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 2,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ประสิทธิภาพการผลิตจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลให้ Intel สามารถขยายฐานลูกค้ารับจ้างผลิตชิปภายนอกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยธุรกิจ External Foundry มีรายได้เพียง 411 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบางส่วนเป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ อีกทั้งบริษัทยังไม่มีลูกค้ารายใหญ่ยืนยันคำสั่งผลิตระยะยาว
ส่วนเทคโนโลยี Intel 14A ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยบริษัทมีแผนเริ่มกระบวนการผลิตเพื่อประเมินความเสี่ยง (Risk Production) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ก่อนเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก (High-volume Production) ในปี 2571 ขณะที่ธุรกิจ Advanced Packaging มีโอกาสประกาศรายชื่อลูกค้าใหม่ภายในสองไตรมาสข้างหน้า
ด้านแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 Intel ประเมินรายได้รวมที่ 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงประมาณ 6% จากไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าประมาณการของตลาดที่ 17,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดลงจาก 44.1% เหลือ 38%
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากรายได้ธุรกิจ CCPG ที่คาดว่าจะลดลงมากกว่า 20% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการเร่งระบายสินค้าคงคลัง รวมถึงการหยุดดำเนินการผลิตของโรงงาน Fab 28 ในประเทศอิสราเอลเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งมอบ Server CPU และรายได้ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกดดันอัตรากำไรประมาณ 2 จุดเปอร์เซ็นต์
ในทางกลับกัน ธุรกิจ DCAI ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับ 13–17% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยประเมินว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามความต้องการหน่วยประมวลผลสำหรับ AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ Intel มีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการในระยะถัดไป โดยคาดว่ารายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure: CapEx) ในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีการผลิต Intel 3, 18A และ 14A
แม้ผู้บริหารจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละเทคโนโลยีการผลิตไม่ต่ำกว่า 20% แต่ยอมรับว่ากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow: FCF) ในปี 2570 ยังคงมีแนวโน้มติดลบ เนื่องจากภาระรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มขึ้น
สำหรับมุมมองการลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงลบต่อ Intel แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 สะท้อนว่าความต้องการ AI ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการและเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงการส่งมอบสินค้าให้ทันต่อความต้องการ (Execution Risk) ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้และกำไรไม่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ตลาด AI ยังคงขยายตัว
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า บริษัท แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวเซส (Advanced Micro Devices: AMD) และบริษัท เอ็นวิเดีย (Nvidia) อาจเผชิญแรงกดดันด้านกำลังการผลิตน้อยกว่า Intel เนื่องจากมีการวางแผนจัดหากำลังการผลิตล่วงหน้า
ในทางกลับกัน การเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิตของ Intel ในปี 2570 ถือเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการในกลุ่มวัสดุฐานรองชิป (Substrate) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) อาทิ Ibiden รวมถึงกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Equipment) ทั้งกระบวนการผลิตส่วนหน้า (Front-end) และส่วนหลัง (Back-end) ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนเครื่องจักรและการขยายกำลังการผลิต
นอกจากนี้ บล.หยวนต้า ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มหน่วยความจำ (Memory) จากความต้องการหน่วยความจำสำหรับ Server ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัวตลอดปี 2570 รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน AI Server ของไต้หวัน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของธุรกิจ Data Center โดยระบุเครื่องมือการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ SCBSEMI(A), SCBKEQTG, KOREA01, DAOL-TAIWANEQ และ TAIWAN19

