
CGSI มอง SET ผันผวนกรอบ 1,510-1,535 จุด กังวลหุ้นเทคฯ ร่วง ชู BDMS-CPALL
CGSI ประเมิน SET แกว่งตัว 1,510-1,535 จุด รับแรงกดดันหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก หลังงบ Intel-Amazon-Kioxia ต่ำกว่าคาด ฉุดความเชื่อมั่นลงทุน AI ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ชู BDMS-CPALL หุ้นเด่นรับตลาดผันผวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 พ.ย. 2569) มีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจช่วยประคองหุ้นกลุ่มพลังงานได้บางส่วน
บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลง 2.86% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังผลประกอบการของ Intel และ Amazon ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนจำนวนมหาศาลในเทคโนโลยี AI
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,770.31 จุด ลดลง 572.25 จุด หรือ 1.09% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,580.07 จุด ลดลง 140.32 จุด หรือ 1.82% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,437.00 จุด ลดลง 747.73 จุด หรือ 2.86%
ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 646.75 จุด ลดลง 2.36 จุด หรือ 0.36%
สำหรับตลาดหุ้นเอเชียช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นเปิดตลาดที่ระดับ 62,972.02 จุด ลดลง 318.09 จุด หรือ 0.50% หลังบริษัท Kioxia Holdings ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของญี่ปุ่น รายงานผลประกอบการต่ำกว่าคาดการณ์ ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จากความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจทวีความรุนแรงขึ้นภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ประกอบกับเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งและอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 2.76 ดอลลาร์ หรือ 2.4% ปิดที่ระดับ 117.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ตามความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนราคาทองคำในตลาดนิวยอร์กปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์ในตลาดการเงิน โดยสัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 132.50 ดอลลาร์ หรือ 3.29% ปิดที่ระดับ 3,898.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย CGSI ประเมินว่าดัชนี SET Index ยังเผชิญแรงกดดันจากบรรยากาศการลงทุนเชิงลบในตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI หลังผลประกอบการของ Intel, Amazon และ Kioxia Holdings ต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน และช่วยลดแรงกดดันต่อดัชนีได้บางส่วน แต่ภาพรวมตลาดยังมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ที่ระดับ 1,510-1,535 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน CGSI แนะนำหุ้นเด่น 2 บริษัท ได้แก่ BDMS และ CPALL โดยเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้
หุ้นแรก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 4,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 45% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนผู้ป่วยชาวไทยที่เพิ่มขึ้น การเติบโตต่อเนื่องของผู้ป่วยต่างชาติ อัตราการครองเตียงที่ปรับตัวสูงขึ้น และการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น
ทั้งนี้ CGSI มองว่า BDMS เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีความโดดเด่นในช่วงที่ตลาดหุ้นเผชิญความผันผวน โดยกำหนดจุดทำกำไร (Take Profit) ที่ 19.90 บาท และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 19.40 บาท
ขณะที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากฐานลูกค้าที่กว้าง การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มรายได้น้อยยังคงอ่อนแอ โดย CGSI กำหนดจุดทำกำไรที่ 44.50 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 43.00 บาท

