
โบรกชู GULF กำไร Q3 แตะ 8.9 พันล้าน รับดาต้าเซ็นเตอร์หนุน เคาะเป้า 77 บาท
โบรกประเมิน GULF กำไรไตรมาส 3/69 แตะ 8.9 พันล้านบาท โต 23% จากปีก่อน แม้ลดลง 28% จากไตรมาสก่อน ชู Data Center และ Direct PPA หนุนเติบโตระยะยาว ด้านกรุงศรีมองบวกดีลลงทุนโซลาร์ 45 MW พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 75–77 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ว่ายังคงมีทิศทางเติบโตในระยะยาว จากการขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้า การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ และโอกาสการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคต แม้ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 อาจชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า คาดการณ์ GULF จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 8,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 28% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติคาดอยู่ที่ 8,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 16% จากไตรมาสก่อน โดยบริษัทมีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
สำหรับปัจจัยกดดันผลประกอบการเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มาจากอัตรากำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่ลดลง ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ที่อ่อนตัวตามฤดูกาล รวมถึงรายได้เงินปันผลจากการถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ที่ลดลง
โดย บล.เคจีไอ ระบุว่า ต้นทุนก๊าซธรรมชาติของธุรกิจ SPP เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 401 บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้น 38 บาทจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 103 บาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.16 บาทต่อหน่วยก็ตาม
นอกจากนี้ รายได้เงินปันผลจาก KBANK ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 480 ล้านบาท เทียบกับเงินปันผลรวม 2,800 ล้านบาทที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี 2569 ขณะที่การไม่มีค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างองค์กรจำนวน 452 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2568 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่ง บล.เคจีไอ คาดว่าจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 13,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ลดลง 3% จากไตรมาสก่อน รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการพลังงานหมุนเวียนตลอดทั้งปี และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นของโครงการโรงไฟฟ้า Jackson ในประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2569 บล.เคจีไอ คาดว่า GULF จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติประมาณ 29,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 82% ของประมาณการกำไรทั้งปีเดิม โดยฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569–2571 ขึ้น 5%, 0.7% และ 0.5% ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐานรายได้อื่นและแนวโน้มกำไรของ ADVANC
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2569 คาดว่ากำไรปกติอาจชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล การไม่มีรายได้เงินปันผลจาก KBANK และอัตรากำไรของธุรกิจ SPP ที่ยังเผชิญแรงกดดัน อย่างไรก็ตาม กำไรยังมีโอกาสขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของ ADVANC การรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยกำลังผลิตรวม 354 เมกะวัตต์ และผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า Jackson ที่ปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่แนวโน้มการเติบโตระยะยาว บล.เคจีไอ มองว่าธุรกิจ Data Center จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ GULF โดยประเมินว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่มีศักยภาพในอนาคตอยู่ที่ประมาณ 2–3 กิกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมายการลงทุนของบริษัทที่ระดับ 1–2 กิกะวัตต์
นอกจากนี้ GULF ยังมีศักยภาพรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center Park ขนาดมากกว่า 1 กิกะวัตต์ ขณะที่บริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่พร้อมรองรับความต้องการประมาณ 3–4 กิกะวัตต์
สำหรับการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของหลักเกณฑ์ภาครัฐ โดยเฉพาะการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third-Party Access) และอัตราค่าบริการใช้ระบบส่งไฟฟ้า (Wheeling Charge)
ขณะเดียวกัน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) อาจเปิดโอกาสให้มีการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมประมาณ 20–30 กิกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอีกประมาณ 20 กิกะวัตต์ ภายในระยะเวลา 25 ปี ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการขยายการลงทุนของ GULF ในอนาคต
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ ประเมินว่า หาก GULF สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Data Center ได้ทุก ๆ 100 เมกะวัตต์ จะมีโอกาสสร้างกำไรเพิ่มเติมประมาณ 150–200 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มมูลค่าเหมาะสมของหุ้นได้ประมาณ 0.30–0.40 บาทต่อหุ้นสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และ 1.50 บาทต่อหุ้นสำหรับธุรกิจ Data Center
สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.เคจีไอ ยังคงคำแนะนำ “Outperform” หุ้น GULF แต่ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2570 ลงเป็น 75 บาทต่อหุ้น จากเดิม 78 บาทต่อหุ้น เนื่องจากการปรับลดมูลค่าเหมาะสมของ ADVANC จาก 425 บาท เหลือ 396 บาทต่อหุ้น หลังประเมินว่ารายจ่ายลงทุนที่สูงกว่าคาดจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดอิสระและมูลค่ากิจการ อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าและ Data Center จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ GULF ในระยะยาว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า มีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อย (Slightly Positive) ต่อการเข้าลงทุนของ GULF ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 90 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 45 เมกะวัตต์ ผ่านการเข้าถือหุ้น 50% ในโครงการจากกลุ่มบริษัทในเครือของบริษัท ยูบีอี เคมิคอลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ UBE
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากลุ่มพลังงานหมุนเวียนรอบ RE Big Lot 2.1 โดย GULF ใช้เงินลงทุนในการเข้าซื้อหุ้นจำนวน 108 ล้านบาท ไม่รวมเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาโครงการ และโครงการทั้ง 2 แห่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2572
บล.กรุงศรีมองว่า การเข้าลงทุนครั้งนี้สะท้อนการเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานหมุนเวียนผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ของ GULF อย่างต่อเนื่อง โดยหากรวมกับดีลการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนก่อนหน้านี้ระหว่าง GULF และบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL จะทำให้บริษัทมีโอกาสรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเติมจากกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการลงทุนประมาณ 382 เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการกำไรปัจจุบันของฝ่ายวิจัย
โดยประเมินว่า เมื่อโครงการทั้งหมดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบถ้วนในปี 2573 จะสามารถสร้างส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเติมให้แก่ GULF ประมาณ 500–550 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าเหมาะสมของหุ้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 0.40 บาทต่อหุ้น
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 บล.กรุงศรีคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการรับรู้รายได้เงินปันผลระหว่างกาลจาก KBANK ประมาณ 500 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น 10% รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้า Jackson และโครงการ GGC ที่ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม กำไรปกติมีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากไตรมาส 2/2569 มีการรับรู้รายได้เงินปันผลจาก KBANK ในระดับสูง ส่งผลให้ฐานกำไรของไตรมาสก่อนอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ บล.กรุงศรียังมองว่า GULF มีโอกาสเติบโตเพิ่มเติมจากการขยายเป้าหมายลงทุนในธุรกิจ Data Center ธุรกิจเคเบิลใต้น้ำ และกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้ PDP2026 ซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการกำไรปัจจุบัน และอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและมูลค่าเหมาะสมในอนาคต หากโครงการต่าง ๆ มีความคืบหน้าชัดเจน
สำหรับคำแนะนำการลงทุน บล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” GULF พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 77 บาทต่อหุ้น โดยจัดเป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มโรงไฟฟ้า จากโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจ Data Center พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระยะยาว
