
ASPS เตือน SET พ.ย. ผันผวน คัดหุ้นเด่น BGRIM-THAI-SAWAD
บล.เอเซีย พลัส (ASPS) มองทิศทางตลาดหุ้นไทย พ.ย. ผันผวนสูง รับแรงกดดันเงินเฟ้อ ต.ค. ที่ส่อแววพุ่งทะลุ 3% เตือนนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง แนะถือเงินสด 20-30% พร้อมกางกลยุทธ์ Selective Buy คัด 5 หุ้นเด่น BGRIM, THAI, SAWAD, BH และ CPN รับอานิสงส์ต้นทุนลด-รายได้แกร่ง
นักวิเคราะหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายนว่ายังคงเผชิญความผันผวน สาเหตุหลักมาจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ โดยตลาดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนตุลาคมจะพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (เพิ่มขึ้นจาก 2.8% ในเดือนกันยายน) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยเดือนตุลาคมที่ทะยานแตะ 96.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อจริงออกมาสูงกว่า 3% อาจสร้างแรงกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ระดับ 1.6% บ่งชี้ว่าแรงกดดันหลักยังมาจากต้นทุนพลังงานและอาหาร มากกว่าการขยายตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ
อีกหนึ่งปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนคือ ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Real Sector) ขนาดใหญ่หลายแห่งที่ออกมาต่ำกว่าคาดหมาย นำโดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่มีกำไรต่ำกว่าคาดถึง 35% จากแรงกดดันในธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA กำไรต่ำกว่าคาด 12% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง แม้ภาพรวมกำไรจะยังเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP รายงานกำไรต่ำกว่าคาด 21% จากรายการด้อยค่าสินทรัพย์และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนระมัดระวังตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทอื่น ๆ ตามมา
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ตลาดการเงินโลกยังมีความผันผวน โดยเฉพาะกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ที่นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนมุมมอง หันมาให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) มากกว่าการเติบโตของกำไร หลังจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จนรายจ่ายลงทุน (CAPEX) เติบโตเร็วกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เม็ดเงินจึงเริ่มหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและกลุ่ม Defensive มากขึ้น ส่วนราคาน้ำมันโลกเริ่มมีสัญญาณอ่อนตัวลง รับความคาดหวังเรื่องสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลาย
ด้วยแนวโน้มตลาดที่ยังขาดความชัดเจน บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยรักษาสภาพคล่องถือเงินสดไว้ราว 20-30% ของพอร์ต และใช้กลยุทธ์ Selective Buy ทยอยสะสมหุ้นในจังหวะที่ราคามีส่วนต่างจากมูลค่าพื้นฐานอย่างเหมาะสม โดยเน้น 3 ธีมการลงทุนหลัก ได้แก่
1.หุ้น Anti-Commodity รับอานิสงส์ต้นทุนพลังงานลดลง แนะนำ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ซึ่งมีโอกาสที่อัตรากำไรจะฟื้นตัวหากต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับลดลงเร็วกว่าราคาขายไฟฟ้า และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ที่รับผลดีจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ผ่อนคลายลง
2.หุ้น Anti-Yield รับประโยชน์หากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้และต้นทุนระดมทุนลดลง ซึ่งจะช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย แนะนำ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD
3.หุ้นปลอดภัย (Defensive) กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการใช้บริการสม่ำเสมอและรายได้มั่นคง แนะนำ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่โดดเด่นด้านบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ที่มีฐานรายได้แข็งแกร่งและต่อเนื่องจากธุรกิจให้เช่า
