
วันนี้ระทึก! เลือกตั้งสหรัฐฯ สูตร “สภาแบ่งขั้ว” ลดกดดันการคลัง-เงินฝรั่งไหลกลับหุ้นไทย
KKP-SCB จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ประเมินพรรคเดโมแครตมีโอกาสได้เสียงข้างมาก กดดันอำนาจทรัมป์ เร่งปิดดีลการค้าและเดินหน้านโยบายผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร หวั่น Government Shutdown-หนี้สาธารณะพุ่ง กระทบบอนด์ยีลด์ ดอลลาร์ และฟันด์โฟลว์ทั่วโลก ด้าน บล.กรุงศรี-บล.เอเซีย พลัส ชี้ สภาแบ่งขั้วอาจช่วยสกัดนโยบายสุดโต่ง ลดแรงกดดันการคลัง หนุนเงินทุนต่างชาติไหลกลับตลาดหุ้นไทย แนะลงทุนหุ้นงบไตรมาส 3/69 แกร่ง เช่น COM7 KTB KBANK พร้อมเกาะกระแสท่องเที่ยวไฮซีซั่น AOT AWC และจับตา DELTA รับอานิสงส์บอนด์ยีลด์ขาลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งประเด็นนโยบายการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ประเมินว่า แม้ตลาดการเงินจะสะท้อนความคาดหวังต่อผลการเลือกตั้งไปแล้วบางส่วน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีนัยสำคัญต่อขอบเขตอำนาจในการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติที่อาจส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกามีระบบรัฐสภาแบบสองสภา (Bicameral) เรียกรวมกันว่า รัฐสภาคองเกรส (Congress) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และวุฒิสภา (Senate) ซึ่งมีโครงสร้าง จำนวนสมาชิก วาระการดำรงตำแหน่ง และหลักเกณฑ์การเลือกตั้งแตกต่างกัน
สำหรับสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนสมาชิกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 435 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 435 เขต โดยแต่ละเขตมีผู้แทนได้ 1 คน และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ขณะที่วุฒิสภามีสมาชิกจำนวน 100 คน มาจาก 50 รัฐ โดยแต่ละรัฐมีสมาชิกวุฒิสภา 2 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี และใช้ระบบทยอยเลือกตั้งสมาชิกประมาณหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดตามรอบที่กำหนด
ข้อมูลจากเว็บไซต์สหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union: IPU) ซึ่งระบุสถานะ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 220 ที่นั่ง เทียบกับพรรคเดโมแครตจำนวน 215 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภามีพรรครีพับลิกันจำนวน 53 ที่นั่ง และพรรคเดโมแครตจำนวน 47 ที่นั่ง
สำหรับการเลือกตั้งวุฒิสภาในปี 2567 มีที่นั่งเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งจำนวน 34 ที่นั่ง โดยพรรครีพับลิกันได้รับเลือกตั้ง 15 ที่นั่ง และพรรคเดโมแครตได้รับเลือกตั้ง 19 ที่นั่ง
ด้านองค์ประกอบของรัฐสภา ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกดำรงตำแหน่ง 433 คน แบ่งเป็นชาย 309 คน และหญิง 124 คน คิดเป็นสัดส่วนสมาชิกหญิงร้อยละ 28.6 ส่วนวุฒิสภามีสมาชิก 100 คน แบ่งเป็นชาย 74 คน และหญิง 26 คน คิดเป็นสัดส่วนสมาชิกหญิงร้อยละ 26
ขณะที่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรตามข้อมูลดังกล่าว ได้แก่ นายไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2568 ส่วนประธานวุฒิสภา ได้แก่ นายเจมส์ เดวิด แวนซ์ (James David Vance) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาควบคู่กัน ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2568
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านการเมือง นโยบายการค้า และปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมและทิศทางการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นปัจจัยเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แล้วว่าพรรครีพับลิกันมีโอกาสสูญเสียการควบคุมสภาผู้แทนราษฎร แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไป คือ ข้อจำกัดในการใช้อำนาจทางการเมืองของทรัมป์ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีหลังของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาคองเกรสอย่างเต็มที่เหมือนช่วง 2 ปีแรกที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง ทำให้สามารถผลักดันกฎหมายสำคัญ ทั้งมาตรการลดภาษีภายใต้ One Big Beautiful Bill และนโยบายสงครามการค้าได้
หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง ทรัมป์จะมีข้อจำกัดด้านอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) ในการผลักดันกฎหมายขนาดใหญ่ และต้องพึ่งพาอำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาความเสี่ยง Government Shutdown และปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ ที่อาจกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากการผ่านงบประมาณและการเจรจาทางการคลังจะทำได้ยากขึ้น
ส่วนการใช้กำลังทหารในปฏิบัติการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการส่งกำลังภาคพื้นดิน ก็มีข้อจำกัด เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หากพรรครีพับลิกันแพ้ทั้งสภาบนและสภาล่าง ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี ขณะที่กรณีพรรครีพับลิกันสามารถกวาดชัยชนะทั้งสองสภา จะถือเป็นผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายของตลาดอย่างมาก
สำหรับทิศทางนโยบายของทรัมป์ คาดว่าสหรัฐฯ จะเร่งดำเนินการในเรื่องที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบอำนาจฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการเร่งปิดข้อตกลงการค้า Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้แล้วเสร็จ รวมถึงหันไปให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลในประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายใหม่ เช่น AI พลังงาน สิ่งแวดล้อม และ Bitcoin ขณะที่การดำเนินมาตรการทางการค้ายังใช้กลไกของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และมาตรา 301 เป็นเครื่องมือในการกดดันคู่ค้าได้
ดังนั้น แม้ทรัมป์จะมีข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะลดความเข้มข้นลงทั้งหมด
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยการที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อตลาดหุ้น เนื่องจากโดยปกติตลาดหุ้นต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัวควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนและเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน
แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าลง ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังสูง นักลงทุนจึงมีแนวโน้มลดความเสี่ยงและปรับพอร์ตการลงทุน (Deleveraging) ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้น รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Capital Flow) ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทยและตลาดทุนทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดหุ้นไทย แม้จะไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียวก็ตาม
ด้านนายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เผยว่า SCB ประเมินว่า พรรค Democrat มีโอกาสชนะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่พรรค Democrat จะครองเสียงข้างมากในสภาล่างสูงถึง 95% และสภาบน 70% สะท้อนว่าผลการเลือกตั้งดังกล่าวถูกตลาดรับรู้และสะท้อนในราคาสินทรัพย์ไปแล้ว (Price-in)
ดังนั้น หากผลออกมาตามคาดการณ์ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในวงจำกัด ทั้งดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) และค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งอาจมีนัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินในระยะกลางถึงระยะยาว โดยปัจจัยที่ต้องจับตาคือแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและผลกระทบต่อฐานะการคลังสหรัฐฯ เนื่องจากตลาดกังวลต่อการขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ความกังวลดังกล่าวเคยกดดันให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ Bond Yields ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงแรก ก่อนกลับมาแข็งค่าตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หากพรรค Democrat สามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา จะเพิ่มโอกาสในการผลักดันกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ เมื่อเทียบกับกรณีที่รัฐบาลมีอำนาจแบ่งกันระหว่างสองพรรค (Split Government) อย่างไรก็ดี ยังมีข้อจำกัดจากกลไก Filibuster ที่พรรค Republican สามารถใช้ขัดขวางการผ่านร่างกฎหมายในวุฒิสภา รวมถึงอำนาจ Veto ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทิศทางนโยบายหลังการเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอน
โดยประเมินเป็น 2 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีแรก หากทั้งสองพรรคมีจุดยืนแข็งกร้าวและไม่ยอมประนีประนอม อาจทำให้การผลักดันนโยบายใหม่ทำได้ยาก ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มลดลง และช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลการคลัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยลด Fiscal Premium และทำให้ Bond Yields มีโอกาสทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย
ขณะที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวจากแรงขับเคลื่อนภาครัฐที่ลดลง ส่งผลให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ส่วนเงินบาทอาจได้รับอานิสงส์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
กรณีที่สอง หากทั้งสองพรรคสามารถประนีประนอมและผลักดันนโยบายสำคัญของแต่ละฝ่ายได้ เช่น การเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขของ Democrat และการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของ Republican อาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น และกดดันให้การขาดดุลการคลังขยายตัว ส่งผลให้ Fiscal Premium และ Bond Yields ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ และเป็นอีกปัจจัยหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น โดยดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่า ขณะที่เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลง
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐฯ หากทั้งสองพรรคไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ และการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ Bond Yields ปรับตัวสูงขึ้นและดอลลาร์อ่อนค่าในระยะสั้น
ทั้งนี้ แม้ทิศทางผลการเลือกตั้งจะมีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนจากผลสำรวจความคิดเห็น แต่ผลกระทบต่อตลาดการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องติดตามมากกว่าผลการเลือกตั้ง คือการเจรจาต่อรองและท่าทีในการกำหนดนโยบายระหว่างสองพรรคหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและบรรยากาศการลงทุนในระยะต่อไป
นายกรภัทร วรเชษฐ์, IAA, CISA2 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แม้ผลสำรวจความนิยมล่วงหน้าจะสะท้อนโอกาสเกิด Blue Wave หรือพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณพร้อมที่จะออกมาโต้แย้งนโยบายของพรรคเดโมแครต แต่ทาง KSS คาดการณ์ว่าภาพที่จะออกมามีโอกาสเป็นรูปแบบสภาแบ่งขั้ว (Divided Government) โดยพรรคเดโมแครตอาจได้สภาหนึ่ง และพรรครีพับลิกันยังคงครองอีกสภาหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่รีพับลิกันจะสูญเสียที่นั่งในสภาล่าง (สส.)
ทั้งนี้ แม้ตลาดจะยังคงมีความผันผวนจากนโยบายของทรัมป์อยู่ แต่การเกิดสภาแบ่งขั้วจะทำให้นโยบายที่สุดโต่งทำได้ยากขึ้น ซึ่งถือเป็นภาพเชิงบวกต่อตลาดหุ้น นอกจากนี้ หากพรรคเดโมแครตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันจากการใช้นโยบายผลักดันงบประมาณที่ขาดวินัยทางการเงิน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) คลายตัวลง และเป็นปัจจัยหนุนให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้มุ่งเน้นหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3 แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ตลอดจนกลุ่มท่องเที่ยวที่กำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC รวมถึง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่กลับมาน่าสนใจหลังบอนด์ยีลด์เริ่มปรับตัวลดลง
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, IAA รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASPS เปิดเผยถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาว่า กระแสและผลโพลในปัจจุบันบ่งชี้ถึงโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ Blue Wave ซึ่งพรรคเดโมแครตอาจได้ครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาบน หากผลออกมาตามนี้ การดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเผชิญอุปสรรคและไม่ราบรื่นนัก
ทั้งนี้ ในส่วนของทิศทางนโยบายสหรัฐฯ อาจถูกถ่วงดุลและขับเคลื่อนไปตามแนวทางของพรรคเดโมแครตมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีและสร้างความน่าสนใจให้กับหุ้นในกลุ่มพลังงานสะอาด (Clean Energy) และกลุ่มเฮลท์แคร์ (Health Care) ที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรง
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นนั้น ประเมินว่าที่ผ่านมาตลาดได้สะท้อนการรับรู้ข่าว (Price in) ทิศทางของโพลที่คาดว่าจะเป็น Blue Wave ไปพอสมควรแล้ว ดังนั้นหากผลเลือกตั้งออกมาตามคาดการณ์ ตลาดก็ถือว่าตอบรับปัจจัยนี้ไปแล้ว แต่ในทางกลับกัน หากผลการเลือกตั้งพลิกโผ หรือออกมาในทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดควบคู่กันไปคือ ความขัดแย้งกับประเทศอิหร่าน ว่าจะมีทิศทางที่รุนแรงขึ้นหรือไม่ หากสถานการณ์สงครามบานปลาย จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโน ทั้งต่อปัญหาเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันตลาดการลงทุนในระยะถัดไป
ด้านนายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI กล่าวว่า แรงกดดันต่อความกัลวลที่ให้เงินบาทอ่อนค่าหลัก ๆ คือ เฟด อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงและเร็วกว่าประเทศไทย และปัจจัยเรื่องสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่อาจจะส่งผลทำให้นักลงทุนย้ายเงินเข้าถือสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขื้น แต่การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อหุ้นส่งออก เนื่องจากเมื่อเงินบาทอ่อนค่า บริษัทส่งออกจะสามารถนำรายได้สกุลเงินต่างประเทศกลับมาแลกเป็นเงินบาทได้จำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA

