SET พ.ย. เสี่ยงผันผวน! 4 โบรกชู 17 หุ้นหลบภัย-ปัจจัยบวกเฉพาะตัว

เปิดมุมมอง 4 โบรก ชี้ตลาดหุ้นไทย พ.ย. ยังผันผวนสูง จับตาปัจจัยชี้ชะตาจากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ย และผลประกอบการไตรมาส 3/69 ของบริษัทจดทะเบียน แนะนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง ถือเงินสดสำรอง พร้อมชูกลยุทธ์ Selective Buy เน้นเก็บหุ้นปลอดภัย หุ้นขนาดใหญ่สภาพคล่องสูง และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงาน-ดอกเบี้ยขาลง


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ตลาดทุนกำลังจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ รวมถึงนโยบายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

โดยโพลล่าสุดชี้ว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งหากเกิดรูปแบบรัฐบาลผสม (Divided Government) หรือเดโมแครตครองทั้งสองสภา จะส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดภาษีผลักดันได้ยากขึ้น จนอาจเกิดภาวะชะงักงันทางนโยบาย การสูญเสียอำนาจในวุฒิสภาจะกระทบต่อการแต่งตั้งบุคลากรระดับสูง

ขณะที่นโยบายการค้าและภาษีนำเข้าอาจถูกแทรกแซงผ่านข้อจำกัดทางงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้จะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) KSS จึงมองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นกลางถึงบวกอ่อนๆ ต่อสินทรัพย์เสี่ยง

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคมจะพุ่งแตะ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ทะยานขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากเงินเฟ้อสูงกว่า 3% จะกดดันทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะถัดไป

นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งยังออกมาต่ำกว่าคาด นำโดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กำไรต่ำกว่าคาด 35%, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ต่ำกว่าคาด 12% (แม้กำไรจะยังเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ต่ำกว่าคาด 21% ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น

สอดคล้องกับ นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TRINITY ที่มองว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายนยังต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง แม้มีปัจจัยบวกจากการเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI Emerging Markets แต่ภาพรวมตลาดยังมีความไม่แน่นอนจากความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก และกระแสเงินทุนที่อาจโยกจากหุ้นเข้าสู่พันธบัตร แนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุนระดับเดิม

อย่างไรก็ดี หากประเมินด้วย PE Model ดัชนีปัจจุบันปรับลงมาใกล้ระดับยุติธรรมที่ 1,310 จุด (อิง Forward P/E ที่ 13.76 เท่า และ EPS ปี 2569 ที่ 110 บาท) จึงเป็นจุดเข้าลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักลงทุนระยะยาว

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHSEC ประเมินกรอบดัชนีเดือนพฤศจิกายนแกว่งตัวที่ 1,480-1,580 จุด โดยเชื่อว่าตลาดมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหลังทราบผลการทบทวนดัชนี MSCI

แนะกลยุทธ์ Selective Buy ชูหุ้นหลบภัยผันผวน

โดย ASPS แนะนำนักลงทุนรักษาสภาพคล่องถือเงินสดไว้ราว 20-30% และใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมหุ้นใน 3 ธีมหลัก คือ 1. หุ้น Anti-Commodity แนะนำ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI 2. หุ้น Anti-Yield แนะนำ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD และ 3. หุ้นปลอดภัย (Defensive) แนะนำ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN

ส่วน TRINITY เลือกหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะดีกว่าครึ่งปีแรก ได้แก่ กลุ่มปศุสัตว์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG และ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG, กลุ่มโรงแรม บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, กลุ่มค้าปลีก บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC และ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7

พร้อมแนะเพิ่มหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความผันผวน ได้แก่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต สามบีบี หรือ 3BBIF และกลุ่ม Healthcare อย่าง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

ทางด้าน LHSEC แนะนำ 5 หุ้นเด่น ได้แก่ BDMS, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, CRC (คาดอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 3/2569 จะเพิ่มขึ้น 0.52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน), ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นพร้อมอัตราเงินปันผลน่าสนใจใกล้ระดับ 7% ต่อปี และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ที่มีแนวโน้มผลประกอบการทำจุดสูงสุดของปีในไตรมาส 4/2569

Back to top button