
BGRIM-GPSC บวก 6% โบรกชูโรงไฟฟ้า SPP รับอานิสงส์ LNG ลด-บอนด์ยีลด์ขาลง
BGRIM-GPSC กอดคอบวก 6% บล.เคจีไอ ชูกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP รับอานิสงส์แนวโน้มราคา LNG และบอนด์ยีลด์ลดลง หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หนุนความหวังคลายตึงเครียดตะวันออกกลาง พร้อมได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 พ.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ณ เวลา 11:41 น. อยู่ที่ระดับ 21.90 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 7.35% ราคาสูงสุด 22.00 บาท ราคาต่ำสุด 20.30 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,489.59 ล้านบาท
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC อยู่ที่ระดับ 52.50 บาท บวก 3.00 บาท หรือ 6.06% ราคาสูงสุด 52.50 บาท ราคาต่ำสุด 50.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 972.11 ล้านบาท
บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL อยู่ที่ระดับ 4.92 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 2.07% ราคาสูงสุด 4.96 บาท ราคาต่ำสุด 4.82 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 290.60 ล้านบาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะนำไปสู่ภาวะรัฐบาลที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากคนละพรรค (Divided Government) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีข้อจำกัดมากขึ้นในการผลักดันมาตรการใช้จ่ายภาครัฐ งบประมาณทางทหาร และกฎหมายสำคัญต่าง ๆ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผลการเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producer: SPP) ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด จากปัจจัยสนับสนุนด้านต้นทุนเชื้อเพลิง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และทิศทางค่าเงินบาท
สำหรับปัจจัยบวกประการแรก ได้แก่ แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปรับลดลงตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลาย โดยราคาก๊าซที่ลดลงจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP โดยเฉพาะ GPSC และ BGRIM ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาก๊าซธรรมชาติค่อนข้างสูง ทั้งนี้ GPSC ถือเป็นผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวมากที่สุด
ปัจจัยที่สอง คือ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และไทยที่ปรับตัวลดลง ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Valuation) ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่มีภาระหนี้สินสูง ขณะที่ปัจจัยที่สาม ได้แก่ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าและภาระหนี้สินสกุลเงินต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP จะได้รับจากราคาก๊าซที่ลดลง ยังขึ้นอยู่กับรอบการปรับราคาก๊าซธรรมชาติ การปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และกลไกการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า
ส่วนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producer: IPP) ได้แก่ GULF, RATCH และ EGCO อาจได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงในระดับจำกัด เนื่องจากมีโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่สามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังคู่สัญญาได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะที่ BCPG อาจได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนเชิงบวกต่อธุรกิจพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบและกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นของภาครัฐสหรัฐฯ อาจส่งผลให้การลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) เกิดความล่าช้า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
นอกจากนี้ บล.เคจีไอ ระบุว่า แม้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยุติลง หรือราคาพลังงานจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางราคาพลังงานและหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะถัดไป
สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะกลางถึงยาว ได้แก่ ความคืบหน้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP 2569) ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center รวมถึงโอกาสการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA Extension) ของโรงไฟฟ้าที่ใกล้ครบกำหนดสัญญา
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.เคจีไอ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า “มากกว่าตลาด” (Overweight) โดยเลือก GPSC เป็นหุ้นเด่นอันดับหนึ่ง เนื่องจากมีโอกาสได้รับประโยชน์จากปัจจัยบวกของอุตสาหกรรมมากที่สุด รองลงมาคือ BGRIM ซึ่งมีความเสี่ยงสูงแต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง (High Risk, High Reward) และ GULF ตามลำดับ

