
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ขยับเป้าเงินเฟ้อปี 69 ขึ้นแตะ 2.1% เซ่นพิษน้ำมันแพง-สงครามยืดเยื้อ
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% หลังเงินเฟ้อ ต.ค. พุ่งสูงสุดในรอบ 45 เดือนที่ 3.90% รับแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่ทะยานสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากอุทกภัยที่ดันราคาอาหารสดพุ่ง
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ได้ทบทวนและปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% จากเดิมที่ประเมินไว้ระดับ 1.8% ปัจจัยหลักมาจากการประเมินว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือนตุลาคม 2569 ที่ทำสถิติพุ่งสูงถึง 3.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคม 2569 เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 45 เดือน ส่งผลให้ภาพรวม 10 เดือนแรกของปีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากดัชนีราคาพลังงานในเดือนตุลาคมที่ทะยานขึ้นถึง 15.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทำสถิติพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ราว 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ดังกล่าวดันให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศพุ่งตาม โดยดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 36.5% และแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกภาคกลางและภาคตะวันตก ยังกดดันให้ดัชนีราคาอาหารสดในเดือนตุลาคมปรับเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยกลุ่มผักสดที่ปรับราคาสูงขึ้นถึง 17.3% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าได้เต็มที่ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงเปราะบางท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ด้านแนวโน้มราคาพลังงานระยะถัดไป แม้สถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ จะช่วยผ่อนคลายความกังวลจนราคาน้ำมันดิบโลกย่อตัวลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้นจาก 87 ดอลลาร์ มาอยู่ในกรอบ 92-93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 ประเด็นที่น่ากังวลคือ ภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยที่ติดลบอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 มีสถานะติดลบถึง 1.07 แสนล้านบาท และหากยังเดินหน้าอุดหนุนราคาในระดับปัจจุบันที่ 250-300 ล้านบาทต่อวัน คาดว่ายอดติดลบจะพุ่งแตะระดับ 1.30 แสนล้านบาทภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2570 ซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565
นอกเหนือจากปัจจัยราคาพลังงานแล้ว เศรษฐกิจไทยยังต้องรับมือกับความท้าทายจากปรากฏการณ์เอลนีโญขั้นรุนแรง (Super El Nino) ที่อาจสร้างความเสี่ยงให้เกิดภาวะภัยแล้งลากยาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 ไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2570 ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ผัก และผลไม้ และจะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ต้นทุนราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากต้นทุนปุ๋ยและพลังงาน

