RBF ย้ำเป้ายอดขายปี 64 โต 2 หลัก รับภาคส่งออกฟื้น โชว์ความพร้อมแตกไลน์ธุรกิจกัญชง!


นายสุรนาถ กิตติรัตนเดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF นำเสนอข้อมูลผลประกอบการงวดปี 2563 และแนวโน้มผลประกอบการปี 2564 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยระบุถึงผลประกอบการประจำปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งผลประกอบการมีการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 519.02 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น  47.12% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนมีกำไรสุทธิ 352.78 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้บริษัทมีกำไรเติบโต เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น โดยบริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 3,116.38 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นเท่ากับ 340 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีรายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 2,776.38 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากตลาดในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น ถึงแม้จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังสามารถรักษายอดขายได้ในระดับทรงตัวจากปีก่อนหน้า

“Gross Profit Margin ของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 40.27% ในปี 2563 โดยปรับตัวขึ้นจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 37.84% ขณะที่ปีที่ผ่านมา บริษัทฯมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9 ซึ่งส่งผลให้ในส่วนของหนี้สินบริษัทฯ เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามฐานะการเงินของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ระดับ 0.14 เท่า” นายสุรนาถ กล่าว

สำหรับแนวโน้มผลการเนินงานปี 2564 บริษัทฯ วางเป้าหมายยอดขายปีนี้เติบโตเลข 2 หลัก หรือเป็นการเติบโตใกล้เคียงกับปี 2563 คือราว 10-12% จากปี 2563 ซึ่งเป็นการเติบโตจากตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ สำหรับสัดส่วนรายได้ในประเทศอยู่ที่ 85% และตลาดต่างประเทศ 15% โดยกลุ่มสินค้าที่จะยังเติบโตได้ดีในปีนี้ จะยังเป็นกลุ่มวัตถุแต่งรสและกลิ่น (Flavour) และกลุ่มเกล็ดขนมปัง แป้งและซอส (Food Coating) ในสัดส่วนที่เท่ากัน 50:50  อย่างไรก็ตามหลังจากที่บริษัทรุกขยายฐานตลาดต่างประเทศมากขึ้น เชื่อว่าภายใน 3-5 ปียอดขายจากต่างประเทศจะมีสัดเพิ่มขึ้นเป็น 20-25%

ทั้งนี้ ภาพรวมของตลาดต่างประเทศจะยังเติบโตดีต่อเนื่องทั้งในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศถือเป็นผู้ส่งออกอาหาร และ มีขนาดตลาดค่อนข้างใหญ่ จึงมีความต้องการผลิตภัณฑ์วัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มเกล็ดขนมปัง แป้งและซอส (Food Coating) และ วัตถุแต่งรสและกลิ่น ดั้งนั้น เฉพาะที่อินโดนีเซียและเวียดนาม บริษัทจะเติบโตค่อนข้างมาก

ส่วนในประเทศสิงคโปร์ ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 เริ่มปรับตัวดีขึ้น และเริ่มมีการฉีดวัคซีนแล้ว น่าจะทำให้ธุรกิจของบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นพอสมควร ขณะที่บริษัทยังมีแผนจะขยายฐานลูกค้าใหม่ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจะเข้าไปลงทุนโรงงานผลิตแป้งและซอส วัตถุแต่งรสและกลิ่น ที่เมืองซูราบายา ในประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าลงทุนรวม 200-250 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาทำเลสร้างโรงงาน และรอให้สถานการณ์โควิด-19 ผ่อนคลายลงก่อน คาดว่าภายในปีนี้จะได้ข้อสรุปชัดเจน

“ปี 2563 ถือเป็นปีที่เราผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้นคาดการณ์ว่าในปี 2564 นี้ จะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้คือเติบโตเป็นเลข 2 หลัก” นายสุรนาถ กล่าว

นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์และการทำรายการของการจำหน่ายไปสำหรับการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโรงแรม โนโวเทล ชุมพร บีช รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ มูลค่ารวม 87,000,000 บาท และโรงแรม ไอบิส สไตล์ เชียงใหม่มูลค่ารวมทั้งสิ้น 185,000,000 บาท โดยการขายธุรกิจโรงแรมในครั้งนี้ถือเป็นการรักษาสภาพคล่อง และส่งผลให้บริษัทไม่ต้องแบกรับต้นทุน และค่าใช้จ่ายในธุรกิจดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะต้องมีการนำให้เสนอแผนดังกล่าวต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564

ด้าน พ.ท.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการบริษัท RBF เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศ แต่บริษัทมั่นใจว่ายอดขายจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากขณะนี้ภาคการส่งออกกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน ขณะที่ลูกค้าของบริษัทมีการลงทุนเพิ่ม ทั้งจำนวนรายการสินค้าและผลิตสินค้าใหม่ที่มากขึ้น เพื่อทำตลาดในประเทศและส่งออกต่างประเทศ

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาดและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงมุ่งวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ผู้บริโภคปัจจุบันหลังจากมีการระบาดของโควิด-19 ทำให้มีออร์เดอร์ใหม่จากลูกค้าเข้ามาจำนวนมาก

“แม้จะมีโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่บริษัทยังมีออร์เดอร์เข้ามาเป็นปกติ โดยลูกค้าหันมาทำตลาดเพื่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ของคนรักสุขภาพในสภาวะที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ในปัจจุบันเห็นการเติบโตของยอดขายในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยเห็นได้จากที่กลุ่มวิตามินเข้ามาแล้วทำให้ตลาดสุขภาพเติบโตสูงตามไปด้วย”  พ.ท.พญ.จัณจิดา กล่าว

สำหรับสถานการณ์ของธุรกิจกัญชง ล่าสุดทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการยื่นเอกสารทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติในอนุญาตทำโรงสกัดกัญชง ทั้งนี้คาดว่าเมื่อได้ใบอนุญาตโรงสกัด ทางบริษัทฯ อาจจะมีการขออนุญาตสำหรับการปลูกในพื้นที่ของตัวเองเป็นบางส่วน  แต่จะเน้นการสนับสนุนเกษตรกร และจะเน้นทำธุรกิจขั้นกลางน้ำ เนื่องจากการสกัดสมุนไพรต่างๆ บริษัทมีความเชี่ยวชาญ และมีจำนวนลูกค้ารองรับอยู่แล้ว

Back to top button