
“การเมืองไทย” ปีมะเส็งก้าวสู่ปีม้า เปิดศึกเลือกตั้ง 2569 บนเกมเดิมพันอนาคตประเทศ
ผ่านปีแห่งการเปลี่ยนผู้นำและการจัดวางอำนาจใหม่ การเมืองไทยก้าวสู่สนามเลือกตั้ง 2569 ที่ไม่ได้ตัดสินเพียงตัวผู้แทน แต่ชี้ทิศทางประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านยาว ตั้งแต่วันหย่อนบัตรจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ปีมะเส็ง 2568 เป็นอีกปีที่การเมืองไทยเผชิญกับสารพัดจุดเปลี่ยน ขั้วอำนาจพลิกผันไปมาอย่างต่อเนื่อง จาก “สีแดง” ที่เคยเป็นแกนหลักของรัฐบาล เปลี่ยนผ่านสู่ “สีน้ำเงิน” ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำ ขณะที่ “สีส้ม” และกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ยังคงอยู่ในวงเกมเดียวกัน ท่ามกลางแรงกดดันทั้งในและนอกระบบการเมือง

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยในปี 2568 คือคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งมีมติ 6 ต่อ 3 ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ โดยระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ภายหลังปรากฏคลิปเสียงการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและประธานพรรคประชาชนกัมพูชา ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชามีความตึงเครียด
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำรัฐบาล หากแต่ทำให้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองต้องจัดวางใหม่ในระยะเวลาอันสั้น จากพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สู่การเปิดพื้นที่ให้การต่อรองทางการเมืองเดินหน้าอย่างเข้มข้น

ต่อมา วันที่ 3 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข้อตกลงทางการเมืองในการลงมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้กรอบเงื่อนไข หรือบันทึกความเข้าใจ (MOA) ที่กำหนดให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายในระยะเวลา 4 เดือน พร้อมเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการทำประชามติ โดยกำหนดให้พรรคภูมิใจไทยไม่เป็นเสียงข้างมากในสภา ขณะที่พรรคประชาชนยืนยันบทบาทการทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป
หากพิจารณาในเชิงรัฐศาสตร์และเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวสะท้อนภาพของ “รัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่มีเงื่อนไขด้านเวลาและภารกิจทางการเมืองชัดเจน แตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยิ่งทำให้ประเด็นเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายและทิศทางการบริหารถูกจับตามองมากขึ้น
แม้กรอบเวลาตาม MOA จะชี้ไปที่การยุบสภาภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 แต่ในทางปฏิบัติ การยุบสภากลับเกิดขึ้นก่อนกำหนด เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่เร่งให้การเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมปิดฉากรัฐบาลเดิม และเปิดสนามแข่งขันทางการเมืองรอบใหม่

ภายหลังการยุบสภา กระบวนการเลือกตั้งเริ่มเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และต่อเนื่องด้วยการเปิดรับสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงการยื่นบัญชีรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี (แคนดิเดตนายกฯ) ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษจากหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนจะได้รับบัตรเลือกตั้งรวม 3 ใบ ได้แก่ บัตรเลือก สส.เขต บัตรเลือก สส.บัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนว่าการตัดสินใจของประชาชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกผู้แทนเข้าสภา หากแต่ยังเป็นการร่วมตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศควบคู่กันไป
ท่ามกลางผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านคน โครงสร้างผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มวัยทำงาน Gen X–Y ซึ่งคิดเป็นราว 58% หรือประมาณ 30.9 ล้านคน ยังคงเป็นฐานเสียงหลัก ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ในกลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้น โดยมี First-time Voter ราว 3.2–3.4 ล้านคน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตาว่า สมดุลอำนาจทางการเมือง อาจแตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566
สำหรับภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้ติดตามสถานการณ์เชิงนโยบาย ความชัดเจนหลังการเลือกตั้งจึงมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ และอาจสะท้อนผ่านบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ควบคู่ไปกับทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายในระยะถัดไป
เมื่อก้าวเข้าสู่ปีมะเมีย 2569 หรือ “ปีม้าไฟ” ที่สื่อถึงพลังและการเคลื่อนไหวอย่างมุ่งมั่น คำถามสำคัญของการเมืองไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ความคึกคักในช่วงหาเสียง แต่อยู่ที่กระบวนการหลังจากนั้น ตั้งแต่การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ซึ่ง กกต. มีกำหนดเส้นตายในวันที่ 9 เมษายน 2569 ไปจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลและการรวมเสียงข้างมากในสภา ว่าจะนำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด
สนามเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ได้จบลงในวันหย่อนบัตร หากแต่เปิดโจทย์ใหม่ว่า หลังการเลือกตั้ง การเมืองไทยจะสามารถจัดการกับความท้าทายทั้งภายในประเทศและบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงใครจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลและประคองประเทศเดินหน้าต่อไปได้

