ปิดฉาก! ศปถ. 7 วันปีใหม่ 69 ยอดตาย 272 ราย แต่พบแนวโน้มอุบัติเหตุลดลงชัดเจน

ศปถ. สรุปสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ตลอด 7 วัน มีผู้เสียชีวิตรวม 272 ราย แม้ตัวเลขโดยรวมลดลงจากปีก่อน แต่ยังต้องเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงหลัก ทั้งการขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 ม.ค.69) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง แถลงสรุปผลการดำเนินงานศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ในวันสุดท้ายของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” โดยพบว่า เกิดอุบัติเหตุ 142 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 155 คน และผู้เสียชีวิต 19 ราย

สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงมาจากการขับรถเร็วเกินกำหนด คิดเป็น 39.44% รองลงมาเป็นการตัดหน้ากระชั้นชิด 20.42% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ 68.53% ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 87.32% โดยถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงคิดเป็น 49.48% และถนนในเขต อบต. หรือหมู่บ้าน 24.65% ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดอยู่ระหว่างเวลา 15.01–18.00 น. คิดเป็น 20.42%

กลุ่มผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 60–69 ปี คิดเป็น 15.52% จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ พัทลุง และยะลา จังหวัดละ 7 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด คือ พัทลุง 9 คน และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด คือ นครสวรรค์ 4 ราย

สำหรับสถิติอุบัติเหตุทางถนนสะสมตลอด 7 วันของการรณรงค์ ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,464 คน และผู้เสียชีวิตรวม 272 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ ภูเก็ต 55 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ ภูเก็ต 58 คน และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 22 ราย ขณะที่มี 5 จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ได้แก่ สมุทรสงคราม หนองบัวลำภู อุทัยธานี แพร่ และสตูล

นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ตัวเลขอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลปีใหม่ปีนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผู้เสียชีวิตจากพฤติกรรมเสี่ยงหลัก พบว่า การขับรถเร็ว ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญ รองลงมา ได้แก่ การดื่มแล้วขับ การตัดหน้ากระชั้นชิด การขับรถย้อนศร การไม่สวมหมวกนิรภัย และการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งยังต้องเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายและการปรับพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง

Back to top button