
“ศุลกากร” ลุยทลายบุหรี่เถื่อน 169 ล้านบาท สกัดเครือข่ายผิดกฎหมาย
“กรมศุลกากร” เดินหน้าปราบปรามบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า หลังยึดของกลางล็อตใหญ่รวมมูลค่ากว่า 169 ล้านบาท สกัดสินค้าผิดกฎหมายบ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย กระทบรายได้ภาษีของรัฐ และเชื่อมโยงเครือข่ายข้ามชาติ พร้อมยกระดับมาตรการสกัดกั้นด้วยเทคโนโลยี AI, Big Data และปรับเกณฑ์ค่าปรับการกระทำผิดกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการแถลงข่าวของกรมศุลกากร ที่สามารถจับกุมบุหรี่ต่างประเทศกว่า 27.3 ล้านมวน และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์กว่า 205,445 ชิ้น มูลค่ากว่า 169 ล้านบาท กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนความเข้มแข็งของการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้พฤติการณ์การลักลอบจะปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างต่อเนื่อง ภายหลังรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเข้มข้นขึ้น
โดยข้อมูลล่าสุด ระบุว่า บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนสูงราว 25% ของการบริโภคยาสูบทั้งประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรายได้รัฐกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตและศุลกากร ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ สะท้อนถึงความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศ ไม่ใช่แค่การ “จับสินค้าผิดกฎหมาย” แต่คือการ “ปกป้องเศรษฐกิจประเทศ” เพราะการลักลอบบุหรี่เถื่อนทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล และผู้ประกอบการที่สุจริตเสียเปรียบในการแข่งขัน
โดยปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายเกิดจาก “อุปสงค์-อุปทาน” (Demand & Supply) ซึ่งหากมีความต้องการ ก็มีการลักลอบนำเข้า เพราะบุหรี่บางประเภทมีต้นทุนจริงต่ำมาก ราคาไม่ถึง 1 บาทต่อมวน แต่สามารถขายได้ราคาสูงจากส่วนต่างภาษี ส่วนต่างกำไรที่ได้จึงเป็นแรงจูงใจในการกระทำผิดกฏหมาย
นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยังมีส่วนที่ทำให้สินค้าผิดกฎหมายยังคงมีอยู่ จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนให้ความร่วมมือ ไม่สนับสนุนสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องเศรษฐกิจไทย ลดผลกระทบต่อสุขภาพ และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่สุจริต
การขยับตัวของกรมศุลกากร ภายใต้การนำของนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสมรภูมิสินค้าผิดกฎหมาย โดยช่วง 120 วันแรกในตำแหน่ง สามารถเขย่าโกดัง-สะเทือนตลาดใต้ดิน ด้วยการจับกุมคดีคุ้มครองผู้บริโภคเกือบ 2,000 ราย ยึดบุหรี่ผิดกฏหมายเกือบ 30 ล้านมวน และบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 200,000 ชิ้น โดยล็อตใหญ่ล่าสุดสร้างความเสียหายเฉียด 170 ล้านบาท
อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับ ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่าน (Transit Point) ขบวนการลักลอบสินค้าผิดกกฎหมายทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากมีเส้นทางที่เชื่อมโยงทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมถึงระบบการขนส่งที่มีศักยภาพสูง เช่น ท่าเรือแหลมฉบังและสนามบินสุวรรณภูมิ จึงกลายเป็นช่องทางที่ขบวนการต่างชาติเลือกใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้าเถื่อนเข้ามา แม้ภาครัฐจะมีมาตรการควบคุมและสกัดกั้นที่เข้มงวด แต่กลับยังมีการลักลอบอย่างต่อเนื่อง
โดยข้อมูลของกรมศุลการกร ระบุ การลักลอบนำเข้าบุหรี่ผิดกฎหมาย กว่า 90% กระจุกอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา สตูล และพัทลุง ซึ่งมีภูมิประเทศติดกับมาเลเซียทั้งทางบกและทางเรือ ประกอบกับการสำแดงสินค้าเท็จ ทำให้สินค้าผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าสู่ระบบค้าส่งได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นต้นทางสำคัญของการแพร่กระจายสู่ตลาดเถื่อนทั่วประเทศ
ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าจะมีต้นทางจากจีน ก่อนถูกลำเลียงเข้ามาทางท่าเรือคลองเตยและด่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนนำไปพักตามแหล่งต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อเตรียมกระจายสินค้าผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 95% ของประเทศ หรือการขนส่งในรูปแบบต่าง ๆ ไปยังลูกค้าปลายทางต่อไป
ทั้งนี้ คำถามจากสังคม ที่กรมศุลการกร มักจะถูกถามว่า “ทำไมไม่เปิดตรวจให้หมด?” นายพันธ์ทอง กล่าวว่า การนำเข้าและการส่งออกของประเทศในแต่ละปีมีปริมาณมหาศาล โดยตู้คอนเทนเนอร์เข้าและออกประเทศไทยมีมากถึงกว่า 13.2 ล้านตู้ และพัสดุไปรษณีย์มากกว่า 300 ล้านกล่อง ซึ่งการเปิดตรวจทุกชิ้นนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ กรมศุลกากรจึงต้องใช้แนวทางที่มีประสิทธิภาพ โดยการผสมผสานงานด้านการสืบสวนเชิงลึกเข้ามาใช้ในการทำงานร่วมกับระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยการสแกน
รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI และ Big Data เพื่อคัดกรองความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำว่า แนวทางนี้เปรียบเสมือนการ “ยิงให้ถูกตัว” แทนการสุ่มตรวจแบบหว่านแห เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ตลอดจนป้องกันการลักลอบการนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างตรงจุด
กรมศุลกากรในฐานะหน้าด่านที่คุ้มครองสังคมและเศรษฐกิจไทย ได้เดินหน้าปรับปรุงมาตรการลงโทษการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า เพื่ออุดช่องโหว่การสำแดงราคาต่ำที่เคยเกิดขึ้น โดยเปลี่ยนเกณฑ์ค่าปรับเดิม ที่อิง “มูลค่าสินค้า” มาเป็น “ปรับรายชิ้น” แทน โดยกำหนดกรอบเบื้องต้นสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า กำหนดค่าปรับ 100 บาทต่อชิ้น (อยู่ระหว่างการปรับแก้เพื่อให้มีผลบังคับใช้) เน้นปรับผู้ครอบครองในจังหวะนำเข้า หากตรวจพบที่ตู้คอนเทนเนอร์หรือคลังสินค้า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเปรียบเทียบปรับเจ้าของสินค้าทันที แต่กรณีส่งผ่านไปรษณีย์ ที่ไม่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของยังไม่สามารถทำได้ จะต้องสืบค้นจากข้อมูลหน้ากล่องและเครือข่ายขนส่ง
ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าของกลางนับล้านชิ้น กำลังกลายเป็นภาระความเสี่ยงของภาครัฐ จากแบตเตอรี่ลิเธียมที่อาจก่อไฟไหม้ หากทำลายไม่ถูกวิธี อาจเกิดความร้อนสูงและลุกไหม้ได้ การทำลายจึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุมและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก การทำลายบุหรี่ไฟฟ้าจึงต้องแยกวงจรและแบตเตอรี่ไปกำจัดเฉพาะทาง ซึ่งมีต้นทุนสูงและใช้เวลามาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางเป้าการเคลียร์ของกลางสะสมให้หมดก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันไม่ให้คลังเก็บกลายเป็นแหล่งเสี่ยงไฟไหม้และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่การทำลายบุหรี่มวนใช้ขบวนการโดยการเผาแบบระบบปิดเพื่อควบคุมมลพิษ
“กรมศุลกากร ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะลดการลักลอบบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนลงอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน เพิ่มความเข้มข้นในพื้นที่อ่อนไหว และปรับเกณฑ์ค่าปรับให้ทันสมัย เพื่อขยายผลไปถึงเครือข่าย พร้อมเร่งปรับโครงสร้างกำกับดูแลทั้งระบบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ตลาด สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน และรักษาฐานรายได้ของรัฐไว้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม หากเราไม่สนับสนุนสินค้าลักลอบ ระบบผิดกฎหมายก็อยู่ไม่ได้ สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว แต่เป็นบททดสอบวินัยผู้บริโภคทั้งประเทศ ที่ต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง จะหวังจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวคงไม่เพียงพอ” นายพันธ์ทอง กล่าว

