“ดาวโจนส์” ปิดบวก 120 จุด หลังบอนด์ยีลด์ร่วง–กลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งแรง

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 119.65 จุด หลัง บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ร่วงลงหนัก เมื่อกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรเป็นสองเท่า ช่วยผ่อนคลายความกังวลต้นทุนกู้ยืม บวกกับหุ้น Moderna ทะยานเกือบ 177% รับข่าวสำเร็จยารักษามะเร็ง หนุนกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งแรง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดเมื่อคืนวันพุธ (19 ส.ค.69) ในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของหุ้น Moderna ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 53,463.05 จุด เพิ่มขึ้น 119.65 จุด หรือ +0.22% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,707.98 จุด เพิ่มขึ้น 16.22 จุด หรือ +0.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,331.09 จุด เพิ่มขึ้น 41.38 จุด หรือ +0.16%

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงว่า จะซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี พร้อมเพิ่มวงเงินสูงสุดในการซื้อคืนอย่างน้อย 2 เท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. และดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันที่ 4 พ.ย.

การประกาศดังกล่าวส่งสัญญาณว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตระหนักถึงปัญหาด้านสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาว และพร้อมเพิ่มบทบาทในการดูแลตลาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างมาก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลงสู่ระดับ 4.647% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี ลดลงสู่ระดับ 5.196%

นักวิเคราะห์จาก BMO Private Wealth ระบุว่า นักลงทุนคลายความกังวลหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการดังกล่าว เนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก่อนหน้านี้สร้างความวิตกเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากบริษัทในกลุ่มต้องออกตราสารหนี้และใช้เงินสดจำนวนมากเพื่อระดมทุนสร้างศูนย์ข้อมูลรองรับความต้องการด้าน AI

ในส่วนของตลาดหุ้น หุ้น 7 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 3.52% ตามด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 2.14% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมลดลงมากที่สุด 0.9% และกลุ่มเทคโนโลยีลดลง 0.7%

หุ้น Moderna ทะยานขึ้นเกือบ 177% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในดัชนี S&P 500 หลังบริษัทเปิดเผยผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายว่า ยารักษามะเร็งชนิด mRNA ที่พัฒนาร่วมกับ Merck สามารถลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้

ข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้น Merck พุ่งขึ้น 12.6% ซึ่งเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนีดาวโจนส์ และสูงเป็นอันดับ 3 ในดัชนี S&P 500 ขณะที่หุ้น Novavax เพิ่มขึ้น 10.8% และหุ้น BioNTech ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 22%

ด้านหุ้นเทคโนโลยี แม้ส่วนใหญ่ปรับตัวลง แต่หุ้น Marvell Technology พุ่งขึ้น 9.9% หลังบริษัทเปิดเผยว่าจะร่วมพัฒนาชิปแบบสั่งทำพิเศษให้กับ Google พร้อมเสนอสิทธิให้ Google สามารถซื้อหุ้น Marvell มูลค่าสูงถึง 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่หุ้น Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.2%

หุ้นค้าปลีกยังปรับตัวแข็งแกร่ง โดยหุ้น Target เพิ่มขึ้น 4.3% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายรายปี ขณะที่หุ้น Lowe’s เพิ่มขึ้น 2% แม้บริษัทจะปรับลดคาดการณ์ยอดขายรายปีลงก็ตาม ส่วนหุ้น Estee Lauder ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ พุ่งขึ้น 16.3% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรรายปีสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนแทบไม่มีปฏิกิริยาต่อรายงานการประชุมประจำเดือน ก.ค. ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่เฟดมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อมากขึ้น โดยกรรมการหลายรายมองว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

โดยรวมตลาดยังคงให้น้ำหนักกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ขณะที่การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุนและผลักดันดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตลาดให้ปิดในแดนบวก

Back to top button