กกร. อัพเป้าส่งออกปี 68 โต 10.5% คงจีดีพี 2.2% หลังเงินเฟ้อใกล้ศูนย์

ที่ประชุม กกร. คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 โตในกรอบ 1.8–2.2% แม้ส่งออกคาดพุ่งแรง 9.5–10.5% จากแรงหนุนเศรษฐกิจโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทองคำและสินค้าที่มี Local Content ต่ำ ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจ พร้อมเตือนเงินเฟ้อใกล้ศูนย์จากราคาพลังงานอ่อนตัว กำชับรัฐเร่งเบิกงบปี 2569 และเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win หนุนการฟื้นตัว ควบคู่หนุนแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน JV AMC


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 พ.ย.68) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมด้วยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมแถลงผลการประชุมประจำเดือนพฤศจิกายน

ที่ประชุม กกร. มีมติคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตในกรอบ 1.8%–2.2% ตามประมาณการเดิม แม้ว่าภาคการส่งออกจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้ โดยคาดว่าจะเติบโตในช่วง 9.5%–10.5% จากแรงส่งของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี

อย่างไรก็ตาม กกร. ระบุว่า การขยายตัวของการส่งออกดังกล่าวมาจากสินค้าที่มี Local Content ต่ำ รวมถึงทองคำ ซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจจริง ขณะเดียวกันการนำเข้าขยายตัวสูงถึง 10.2% ส่งผลให้ผลบวกจากภาคการค้าไม่กระจายสู่เศรษฐกิจในประเทศอย่างชัดเจน

ด้านเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมาก โดย กกร. ประเมินกรอบเงินเฟ้อปี 2568 อยู่ระหว่าง -0.1% ถึง 0.1% ตามราคาพลังงานที่ปรับลดลง ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 พร้อมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และนโยบาย “Made in Thailand” ตามแนวทาง Quick Big Win จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตใกล้เคียงกับปีก่อนที่ขยายตัวได้ 2.5%

กกร. ยังชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ปัญหาดังกล่าวยังซ้ำเติมจากช่วงโควิดที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานโดยรวมของประเทศ

ในส่วนของภาคการเงิน สมาคมธนาคารไทย รายงานความคืบหน้าความร่วมมือกับภาครัฐและบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน โดยยึดแนวคิด “ลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง” (Debtor Centric) เพื่อให้ครัวเรือนหลุดพ้นจากกับดักหนี้ โดยมีการรวมศูนย์หนี้ไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) สำหรับลูกหนี้รายย่อย และจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (JV AMC) เพื่อแก้ไขหนี้รายย่อยที่มียอดหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 1 แสนบาท ครอบคลุมลูกหนี้เป้าหมายกว่า 3.4 ล้านราย มียอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท

แนวทางดังกล่าวยังรวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลศักยภาพลูกหนี้ และการจัดทำมาตรการจูงใจเพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามกลไกตลาด โดยมีการรวมประเภทหนี้จากเจ้าหนี้ทุกประเภทเข้ามาในโครงการแก้หนี้อย่างครบวงจร

นอกจากนี้ กกร. ยังรับทราบความคืบหน้าโครงการ Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทย โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยว และค้าปลีก

กกร. จะเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนแต่ละอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการช่วยเหลือในรูปแบบ พี่ช่วยน้อง ที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs พร้อมประสานความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ที่ประชุมยังแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายบางฉบับที่ขาดการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน (Regulatory Impact Assessment: RIA) โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด และร่างพ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากอาจกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากข้อกำหนดใหม่ อีกทั้งยังอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและลดความน่าสนใจของไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่

กกร. จึงเห็นว่า การจัดทำกฎหมายที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจควรดำเนินการอย่างโปร่งใส รอบคอบ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมจัดทำการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย (RIA) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้กฎหมายมีความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ กกร. มีมติสนับสนุนแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย โดยเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย พ.ศ. …. รวมถึง ร่างพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. …. (ฉบับใหม่) และแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ (Regulatory Guillotine) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดย กกร. จะร่วมดำเนินการกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

Back to top button