“เอกนิติ” นำทีม BOI โรดโชว์จีน ดัน FastPass เร่งดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นำทัพบีโอไอ จัดโรดโชว์ใหญ่ที่นครเซี่ยงไฮ้ นักลงทุนจีนกว่า 600 คนเข้าร่วม ชูนโยบาย Quick Big Win–Thailand FastPass เร่งรัดโครงการลงทุน EV ดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์ เข้าไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ธ.ค.68) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดงานสัมมนาใหญ่ “Thailand–China Investment Forum 2025” ณ โรงแรมเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง เคอรี่ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำคณะ พร้อมนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค

ภายในงานมีผู้บริหารบริษัทชั้นนำของจีนเข้าร่วมกว่า 600 คน สะท้อนความสนใจของนักลงทุนจีนต่อทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย

นายเอกนิติ กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต ผ่านนโยบาย Quick Big Win ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และระบบอัตโนมัติ พร้อมเดินหน้าพัฒนาบุคลากรทักษะสูง โครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปกฎหมาย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน

พร้อมกันนี้ ได้แนะนำกลไก Thailand FastPass ซึ่งเป็นมาตรการอำนวยความสะดวกแบบเร่งรัดสำหรับโครงการลงทุนสำคัญ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ เพิ่มความคล่องตัว และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือไทย–จีน เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ด้านนายนฤตม์ ได้นำเสนอปัจจัยดึงดูดการลงทุนของประเทศไทย มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่สำคัญ และโอกาสการลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรม BCG ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสาขาที่นักลงทุนจีนมีศักยภาพสูง พร้อมเชิญชวนให้เข้ามาร่วมสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจีนในไทย อาทิ การให้ความรู้ด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศจากผู้บริหารสภาส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) รวมถึงการแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจากผู้บริหารบริษัท Micro-Tech Medical Technology ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ชั้นนำจากจีน

ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ ได้หารือแผนการลงทุนกับบริษัทเป้าหมาย 5 ราย ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูงสำหรับหุ่นยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

โดยในกลุ่มชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูงสำหรับหุ่นยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท Seenpin Electromechanical Transmission ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูงสำหรับข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ ซึ่งมีลูกค้ารายสำคัญคือ Tesla Bot รวมถึงบริษัท Zhejiang Jinwo Precision Machinery ผู้เชี่ยวชาญด้าน Bearing Ring และชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องจักร และบริษัท Zhejiang XCC Group ผู้ผลิตแบริ่งและชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ โดยทั้ง 3 บริษัทมีแผนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย มูลค่าการลงทุนรวมในเฟสแรกกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูงสำหรับหุ่นยนต์

ในกลุ่มดิจิทัล คณะได้พบกับบริษัท Ant International ผู้นำเทคโนโลยีการเงินระดับโลกในเครือ Alibaba ผู้ให้บริการชำระเงินดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม Alipay, Antom และบริการ Cross-border Payment ผ่าน WorldFirst ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจดิจิทัลของไทย โดยมีแผนขยายความร่วมมือด้านระบบชำระเงินดิจิทัล อาทิ การใช้ PromptPay ในภาคธุรกิจ และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนไทย–จีน รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ในประเทศไทย

ส่วนกลุ่มพลังงานสะอาด คณะได้เยี่ยมชมและหารือกับประธานบริษัท GCL Group ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานครบวงจรอันดับหนึ่งของจีน ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนร่วมทุนกับบริษัทไทย เพื่อผลิตโซลาร์เซลล์ด้วยเทคโนโลยี Photovoltaic Perovskite แบบครบวงจรในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดโลก โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้บีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการลงทุนดังกล่าว รวมถึงผลักดันให้บริษัทพิจารณาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้อยู่ในช่วงยุบสภา บีโอไอยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการผลักดันนโยบายที่ได้เริ่มดำเนินการไว้แล้ว โดยเฉพาะ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ Thailand FastPass มาตรการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง (Upskill & Reskill) และมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวทางธุรกิจ (Business Transformation)

สำหรับการโรดโชว์ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ จะมุ่งเน้นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และต่อเนื่องด้วยประเทศจีนในครั้งนี้ ซึ่งนักลงทุนจีนยังมีแนวโน้มเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563–กันยายน 2568) นักลงทุนจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 2,459 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 6.1 แสนล้านบาท ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีนกว่า 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

Back to top button