
คลังจับมือ ธปท.–ก.ล.ต. งัด 3 มาตรการคุมทองคำออนไลน์ รับมือบาทแข็งค่า
“คลัง–ธปท.–ก.ล.ต.” สรุปผลหารือ ออก 3 มาตรการคุมธุรกรรมทองคำออนไลน์ หลังบาทแข็งเร็ว เดือนเดียวพุ่ง 4.2% จนอยู่ในระดับนำของภูมิภาค
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า วันนี้ (23 ธ.ค.68) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมแถลงข่าวในประเด็น “ค่าเงินบาทแข็งค่า” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง จ่อหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายลวรณ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยในช่วงเช้าวันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, ธปท. และ ก.ล.ต. เพื่อหารือแนวทางบริหารจัดการค่าเงินบาทอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นควรดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่
- มอบหมายให้กรมสรรพากร กำหนดแนวทางสำหรับผู้ให้บริการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้รายงานและนำส่งข้อมูลธุรกรรม แก่กรมสรรพากร เช่นเดียวกับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) ทั่วไป
- ให้กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสม ในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับธุรกิจซื้อขายทองคำที่ดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
- ให้ ธปท. พิจารณาแนวทางกำกับดูแลปริมาณการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในระดับที่เหมาะสม อาทิ การกำหนดเพดานหรือวงเงินการทำธุรกรรม
ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า หากการซื้อขายทองคำผ่านระบบออนไลน์ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท มาตรการทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นแนวทางรองรับ โดย 2 มาตรการอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร และอีก 1 มาตรการเป็นหน้าที่ของ ธปท.

ด้าน นายวิทัย กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปีนี้เมื่อเทียบกับต้นปีแข็งค่าขึ้นแล้ว 9.4% ถือว่าแข็งค่าในระดับสูงและอยู่ในกลุ่มนำของภูมิภาค โดยแข็งค่าน้อยกว่าค่าเงินริงกิตของมาเลเซียเพียงเล็กน้อยซึ่งแข็งค่า 9.5% ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาทส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเดือนธันวาคม โดยแข็งค่าขึ้นถึง 4.2% ถือว่าเป็นการปรับตัวที่รวดเร็ว และไม่สอดคล้องกับปัจจัยหรือข้อมูลทางเศรษฐกิจจริงในช่วงดังกล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จะพบว่ามูลค่าการซื้อขายต่อวันของธุรกิจทองคำอยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาทต่อวัน สูงกว่ามูลค่าการซื้อขายหุ้นซึ่งอยู่ที่ราว 42,000 ล้านบาทต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายทองคำมีขนาดใหญ่มาก
ทั้งนี้ การซื้อขายทองคำในปริมาณสูงมักเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยบางช่วงมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึงประมาณ 255,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เกิดธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะการซื้อขายดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทตามมาในทันที
นอกจากนี้ นายวิทัย ระบุว่า การนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาแลกเป็นเงินบาท ที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบการเปิดเสรี อย่างไรก็ดี ต่อจากนี้ ธปท. จะออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารการนำเงินเข้าประเทศ โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีปริมาณเงินในระดับที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ของการนำเงินเข้ามาใช้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นมาตรการป้องปราม ทั้งนี้ คาดว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์

ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉพาะการซื้อขายเหรียญ USDT ว่าอาจส่งผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทนั้น นางพรอนงค์ ชี้แจงว่า ปริมาณธุรกรรมซื้อขาย USDT รวมถึงยอดการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท (USD/THB) ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.22% และ 0.17% ของยอดเงินทุนไหลเข้า (FX inflow) ทั้งระบบ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 29.1 ล้านล้านบาท จากสัดส่วนดังกล่าว จึงยังไม่มีนัยสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาท
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“คลัง–ธปท.–ก.ล.ต.” ผนึกกำลังแถลงเงินบาทแข็ง หลังจ่อหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์
ธปท.ชี้ธุรกรรม “ทองออนไลน์” โตแรง ชงคลังดูแล หลังมูลค่าสูงแตะ 50℅ ของ GDP
“วิทัย” ห่วงบาทแข็งเร็ว! ชี้เป้า “ธุรกรรมทอง” ตัวการป่วนตลาด สั่งคุมเข้มทันที
“เอกนิติ” เตือนบาทแข็งเกินไป กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ สั่งคลังเร่งหามาตรการพยุง

