“เอกนิติ” รับตรึงดีเซล 33 บาทไม่ไหว เตรียมใช้ “ภาษี-กองทุนน้ำมัน” ประคองราคา
รองนายกฯ “เอกนิติ” รับตรึงดีเซล 33 บาทไม่อยู่ เตรียมใช้ภาษีเสริมกองทุนน้ำมันฯ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง จ่อรีดงบค้างท่อ ออกพ.ร.บ.โอนเงิน อุ้มเศรษฐกิจ ยันทำ “ค่าไฟ 3 บาท–คนละครึ่งพลัส”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ยอมรับว่า ราคาน้ำมันดีเซลไม่สามารถตรึงไว้ที่ 33 บาทต่อลิตรได้ และจำเป็นต้องปล่อยให้ลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยต้องพิจารณาควบคู่ทั้งสถานการณ์ตลาดโลกและราคาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการลดภาษี นายเอกนิติ ระบุว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สามารถนำมาใช้ดูแลราคาน้ำมันได้ โดยปัจจุบันภาษีน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับกว่า 6 บาทต่อลิตร ขณะที่เครื่องมือหลักที่ใช้ในขณะนี้คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ ย้อนบทเรียนในช่วงวิกฤติรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลได้ใช้ทั้งมาตรการภาษีสรรพสามิตควบคู่กับกองทุนน้ำมันฯ เพื่อดูแลราคาพลังงาน โดยการลดภาษีส่งผลให้รายได้รัฐหายไปประมาณ 120,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ใช้งบอีกกว่าแสนล้านบาท รวมวงเงินดูแลสูงถึง 270,000 ล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตรอบนี้มีขนาดใหญ่กว่า และฐานะการคลังปัจจุบันต้องระมัดระวัง เนื่องจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจับตา ซึ่งตนยืนยันว่าต้องรักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการดูแลประชาชน จึงต้องหาจุดสมดุล
ทั้งนี้ เมื่อมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะมีมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่
ในระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน โครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” จะช่วยลดต้นทุนประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ส่วนแนวทางค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย นายเอกนิติ ระบุว่า แม้ต้นทุน LNG จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้องดูแลประชาชนกลุ่มใช้ไฟน้อย โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่ให้ไว้
สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะเดินหน้าตามที่ประกาศไว้ โดยอยู่ระหว่างจัดหาแหล่งเงินสนับสนุน ซึ่งแนวทางหนึ่งคือการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการดึงงบประมาณที่ยังไม่ถูกใช้จากหน่วยงานต่าง ๆ กลับมาใช้
โดยเตรียมออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณจากส่วนที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เพื่อนำมาบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต โดยไม่ต้องกู้เงินใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลขเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว

