ศบก. ยกระดับช่วย “เรือพาณิชย์” หลังพาออก “ฮอร์มุซ” ได้บางส่วน ชี้ยังตึงเครียดสูง

ศบก. เผยสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดสูงขึ้น เร่งช่วยเรือพาณิชย์ไทยที่ตกค้างในช่องแคบฮอร์มุซ แม้เจรจาพาออกมาได้แล้วบางส่วน ขณะคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว 1,532 คน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มี.ค.69) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายปาณิดล​ ปัจฉิม​สวัสดิ์ รักษาการ​อธิบดี​กรม​สารนิเทศ​และ​รอง​โฆษก​กระทรวงการ​ต่างประเทศ​ กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความตึงเครียดสูงขึ้น หลังอิหร่านประกาศห้ามเรือที่มีความเกี่ยวข้องบางประเทศเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมการสู้รบ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบบับ เอล-มันเดบ (Bab el- Mandeb) ซึ่งศบก. กำลังติดตามผลกระทบโดยตรงต่อการเดินเรือพาณิชย์และขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ เมื่อค่ำวันที่ 29 มีนาคม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้แถลงการณ์เตือนว่า จะมีการโจมตีนอกเหนือเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในประเทศภูมิภาคอ่าว โดยเตือนให้บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบให้อยู่ห่างสถานศึกษาสังกัดสหรัฐฯ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นผลจากการตอบโต้การโจมตีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในกรุงเตหะราน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 มีนาคม

นายปาณิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.69) ว่า กระทรวงการต่างประเทศ สามารถเจรจาให้เรือพาณิชย์ไทยบางลำ เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้แล้วอย่างปลอดภัยนั้น

“แต่โดยสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับการรักษาช่องทางการสื่อสารกับนานาประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งเจรจากับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องคนไทยและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป”

ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบก. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เห็นชอบตั้งคณะทำงานเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลืออย่างบูรณาการให้เรือพาณิชย์ของไทยที่ยังตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ สามารถเดินทางออกจากช่องแคบอย่างปลอดภัยและเป็นเร่งระบบยิ่งขึ้น

นายปาณิดล​ ระบุถึงสถานการณ์ที่อิสราเอลว่า ในห้วงที่น่านฟ้าอิสราเอลยังปิดอยู่และเที่ยวพิเศษมีจำนวนจำกัด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศรอบข้าง โดยเฉพาะจอร์แดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยในอิสราเอลสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้

สำหรับกรณีโอมานและเยเมน ภายหลัง IRGC โจมตีกองกำลังบำรุงของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระยะห่างจากท่าเรือซาลาลาห์ในโอมาน เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และไม่พบว่า มีชาวไทยในพื้นที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมแจ้งเตือนคนไทยในเยเมน เพิ่มความระมัดระวังต่อสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้เดินทางออกจากประเทศในตะวันออกกลางแล้วจำนวน 1,532 คน กระทรวงการต่างประเทศ ขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด ติดตามข่าวสาร คำแนะนำจากช่องทางทางการ และปฏิบัติโดยเคร่งครัด รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่

มีผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงรายละเอียดเรือพาณิชย์ของไทยที่ยังตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ว่า มีจำนวนกี่ลำและเป็นการขนส่งสินค้าใดบ้าง นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ประจำส่วนกลาง) กล่าวว่า ขณะนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนทั้งหอการค้าและสมาคมที่เกี่ยวข้อง

“เรามีข้อมูลอยู่ในมือแล้ว แต่รายละเอียดคงจะต้องขอใช้เป็นการหารือเป็นการภายในเบื้องต้นก่อน เพราะเป็นกรณีที่ต้องใช้การสื่อสารระดับที่ค่อนข้างจะ sensitive ค่อนข้างมาก เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด ศบก. ได้มีมติให้จัดกลุ่มคณะทำงานติดตามเรื่องนี้ จัด priority เร่งติดตามความคืบหน้า เจรจาในเชิงลึก เรื่องนี้มีหลายส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง” นายประคัลร์ กล่าว

Back to top button