“เอกนัฏ” ประเดิมตำแหน่ง รมว.พลังงาน ลุยแก้น้ำมัน “แพง-ขาด” จ่อทบทวนค่าการกลั่น

“เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงานป้ายแดง ชี้วิกฤตน้ำมัน “แพง-ขาด” เตรียมเปิดข้อมูล Flow ทั้งระบบเกือบเรียลไทม์ จับตาจ๊อบเบอร์-ผู้ค้ารายใหญ่ พร้อมสั่งทบทวนค่าการกลั่น หลังพุ่ง 7-13 บาท ลั่นหากจำเป็นพร้อมทุบ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 เม.ย.69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในรายการ กรรมการข่าว คุยนอกจอ ว่า ได้หารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงาน ที่เป็นปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤต คือทั้งน้ำมันแพงและน้ำมันไม่มีเติมในบางพื้นที่ แม้จะมีข้อมูลว่าน้ำมันดิบสำรองมีเพียงพอและโรงกลั่นผลิตได้เกินกำลัง

นายเอกนัฏ ระบุว่า ควรจะมีการเปิดข้อมูลของน้ำมัน (Flow) ที่โปร่งใสทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงาน มีเพียงตัวเลขสำรองรายเดือนของผู้ค้า แต่ไม่มีข้อมูลตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าตามมาตรา 7 ไปจนถึงผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์) และสถานีบริการ ว่า น้ำมันวิ่งไปอยู่ตรงไหน ภายหลังนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายให้รายงานข้อมูล ทำให้เริ่มมีข้อมูลในระดับย่อยเข้ามา

ดังนั้นต้องการเร่งเปิดเผยข้อมูลให้เห็นภาพเกือบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า น้ำมันมีพอใช้กี่วัน อยู่ที่ไหน และมีจุดใดเกิดการกักตุนหรือรั่วไหลหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ต้องห้ามเกรงใจกันแล้ว” เพราะในยามวิกฤต ความโปร่งใสคือทางออกที่จะลดความตื่นตระหนกของประชาชน

เมื่อถูกถามว่า ปัญหาน้ำมันมี ไอ้โม่ง อยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า มีครับ เชื่อว่าปัญหาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือมีการกักตุนและเก็งกำไรตามกลไกซื้อถูกขายแพง โดยจะมุ่งตรวจสอบไปที่กลุ่มผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์) รายใหญ่ตามมาตรา 10 ซึ่งมีจำนวนกว่า 250 ราย แต่มีผู้ประกอบการที่เคลื่อนไหวจริง (active) กว่า 100 ราย รวมถึงผู้ค้าตามมาตรา 7 บางเจ้าที่อาจจะไม่มีโรงกลั่น ไม่มีหน้าปั๊มแบบนี้ก็ต้องดู

สุดซอยแน่นายเอกนัฏ กล่าวพร้อมระบุว่า “วันก่อนมีใครแซว วันนี้สุดถัง” ยืนยันขณะนี้ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพลังงาน ยังมีกลไกทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทหาร ในการจัดการพวกฉวยโอกาสทำกำไรในยามวิกฤต

ส่วนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายเอกนัฏ ระบุว่า การประกาศอัตราอุดหนุน หรือปรับราคาน้ำมันในช่วงเวลากลางคืน เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนแตกตื่น โดยมองว่า แม้ไทยจะอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็มีการอุดหนุนเกิน 20 บาทแล้ว และยังห่างจากราคาสิงคโปร์มาก การประกาศตอน 20.00 น. หรือ 23.00 น. จึงไม่คุ้มกับผลกระทบ

นายเอกนัฏ ยังระบุว่า อีกเรื่องที่ต้องเร่งจัดการทันทีคือ “ค่าการกลั่น” หลังพบว่า ค่าเฉลี่ยเดือนมีนาคมอยู่ที่กว่า 7 บาทต่อลิตร และบางวันพุ่งสูงถึง 17 บาท ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 12-13 บาท ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับระดับปกติที่อยู่ราว 2 บาทบวกลบ แม้จะเข้าใจว่าช่วงวิกฤตมีต้นทุนเพิ่ม เช่น ค่าประกันหรือค่าขนส่ง แต่ไม่ควรปรับขึ้นในระดับดังกล่าว

“ผมไม่ได้บอกว่าห้ามกำไร แต่ไม่ควรมาหากำไรเกินควรในช่วงที่ซ้ำเติมวิกฤต… ถ้าต้องทุบก็ทุบ” นายเอกนัฏ กล่าว

พร้อมเสนอให้มีกลไกกำหนดกรอบค่าการกลั่นไม่เกิน 3-4 บาท และหากในอนาคตผู้ประกอบการขาดทุน ก็สามารถเข้าช่วยชดเชยได้ พร้อมฝากการบ้านล่วงหน้าถึงโรงกลั่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน เร่งทบทวน โดยเฉพาะค่าการกลั่น ซึ่งหากลดค่าการกลั่นได้เท่าไหร่ ตนจะลดราคาให้ประชาชนก่อน

ในระยะยาว นายเอกนัฏ ยังเสนอให้พิจารณาจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของชาติ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น แทนรูปแบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรองเป็นหลัก

สำหรับเรื่องค่าไฟฟ้า นายเอกนัฏ ระบุว่า ค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ตามทางเลือกที่ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณา ซึ่งต่ำสุด คือ 3.95 บาทต่อหน่วยนั้น ยังมีช่องทางปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ หากมีการทบทวนแนวทางการใช้เงิน Claw Back หรือเงินคงค้างของ 3 การไฟฟ้า โดยรัฐบาลต้องปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ในช่วงวิกฤตเช่น ก็จะสามารถดึงเงินบางส่วนกลับมาใช้ได้อีก เพื่อลดภาระค่าไฟให้ประชาชน

Back to top button