
“เอกนิติ” ส่งสัญญาณขยายเพดานหนี้ ชู “4T” รับเศรษฐกิจโลกผันผวน
รองนายกฯ “เอกนิติ” ส่งสัญญาณพิจารณาขยายเพดานหนี้ สร้างพื้นที่การคลังรับผลกระทบตะวันออกกลาง ควบคู่ชูแผนลงทุน–พลังงาน–เศรษฐกิจสีเขียว เสริมความยืดหยุ่นเศรษฐกิจไทยระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังสำหรับบริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับเพดานหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของ GDP ขณะที่ระดับหนี้ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 66% ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้อนุมัติมาตรการเยียวยามูลค่า 3.7 พันล้านบาท (116 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นจากความขัดแย้งดังกล่าว พร้อมทั้งเห็นชอบแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในวงกว้าง เพื่อสนับสนุนการปรับตัวในระยะยาว ซึ่งรวมถึง 5 พันล้านบาทสำหรับมาตรการพลังงานสะอาด 3 หมื่นล้านบาทสำหรับเกษตรกร และ 1 แสนล้านบาทสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นายเอกนิติได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและบทบาทของภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ตลอดจนแนวนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ในเวที IMF Governor Talks ภายใต้การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569
รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ รัฐบาลจึงกำหนด “การยกระดับการลงทุน” เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ผ่านการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงแนวทางรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ได้แก่ Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า), Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด), Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) และ Together (ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน) ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ในด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลเน้นการดำเนินนโยบายการคลังแบบตรงจุด โดยเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มแทนการช่วยเหลือแบบวงกว้าง ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ท้ายที่สุด นายเอกนิติ ยังย้ำถึงบทบาทของอาเซียนในโลกที่มีความแตกแยก (fragmented world) ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ของระบบเศรษฐกิจโลกได้
พร้อมกันนี้ ไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร จะขับเคลื่อนการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน
โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจโลก และการยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับเศรษฐกิจ สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่

