พาณิชย์ถกบิ๊กโปรตีน! ยันหมู-ไข่ราคา “ทรงตัว” ไก่มีลุ้น “ถูกลง” หลังพ้นสงกรานต์

กรมการค้าภายใน ถกผู้เลี้ยง-เอกชน คุมสมดุล “หมู-ไก่-ไข่” หลังดีมานด์ชะลอ ราคาทรงตัว ขณะไก่เนื้อมีแนวโน้มลดลง พร้อมจับตาต้นทุนอาหารสัตว์เสี่ยงปรับสูงจากปัจจัยตะวันออกกลาง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 เม.ย.69) นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่–ลำพูน

รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG บริษัท สหฟาร์ม จำกัด บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท อัครากรุ๊ป จำกัด บริษัท วี.ซี.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เอส.พี.เอ็ม. อาหารสัตว์ จำกัด เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิต และไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน

จากการติดตามสถานการณ์ พบว่า สภาพอากาศร้อนยังคงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ แม้ผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่การบริโภคอาหารของสัตว์ที่ลดลง ส่งผลให้การเติบโตชะลอลงกว่าปกติ และมีผลผลิตบางส่วนไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดิม ขณะเดียวกัน ภาวะการค้าที่เริ่มชะลอตัวหลังเทศกาลสงกรานต์ จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าไข่ไก่และสุกรยังคงทรงตัวต่อเนื่อง ส่วนไก่เนื้อมีแนวโน้มปรับลดลง จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

ด้านนายเกียรติภูมิ พฤกษะวัน ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปัจจุบันทรงตัวอยู่ในช่วง 68–70 บาทต่อกิโลกรัม ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตที่อยู่ราว 70 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดังกล่าวทรงตัวมาตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ แม้ความต้องการบริโภคจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล แต่จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การค้าและการบริโภคชะลอตัว คาดว่าราคาจะยังทรงตัวต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ภาครัฐกำกับดูแลการรับซื้อสุกรให้เป็นธรรม เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรจากพ่อค้าคนกลาง

นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังมีการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความสูญเสียจากผลกระทบของสภาพอากาศร้อนในช่วงก่อนหน้า แม้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์ แต่ขณะนี้เริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ราคาปัจจุบันอยู่ในระดับใกล้เคียงต้นทุน และมีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยในระยะต่อไป

ขณะที่ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง กล่าวว่า สภาพอากาศร้อนจัดทำให้ไข่ไก่ขนาดเล็กออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับต้นทุนการเลี้ยงในช่วงหน้าร้อนที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีภาระเพิ่มขึ้น แม้มีการประกาศราคาแนะนำไข่ไก่อยู่ที่ 3.60 บาทต่อฟอง แต่จากภาวะการค้าที่ชะลอตัว ทำให้ราคาในบางพื้นที่เริ่มปรับลดลง

ส่วนผู้แทนผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ นายเกียรติโชติ เหมือนสิงห์ ผู้แทนบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้แทนบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และนายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ ผู้แทนบริษัท อัครากรุ๊ป จำกัด ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคปศุสัตว์ โดยอาจได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้วัตถุดิบบางรายการมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นในระยะถัดไป และอาจส่งผลให้ต้นทุนภาพรวมของสินค้าในหมวดปศุสัตว์เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ดำเนินมาตรการดูแลค่าครองชีพผ่านการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดในงาน “ธงฟ้าราคาประหยัด” ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาค เพื่อบรรเทาภาระประชาชน พร้อมติดตามสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิด และหารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในทุกภาคส่วน และบริหารจัดการด้านราคาให้เหมาะสม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกรและไม่กระทบต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังคงกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่อย่างใกล้ชิด หากพบการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 โดยผู้กระทำผิดจะมีความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

Back to top button