
ก.ล.ต. คุมเข้มเปิดบัญชีลงทุน สั่งตรวจ UBO สกัดบัญชีม้า-ฟอกเงิน
ก.ล.ต. ออกแนวปฏิบัติใหม่ ยกระดับการรู้จักลูกค้าและติดตามธุรกรรม บังคับตรวจสอบ UBO และแหล่งที่มาของเงิน หวังป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 พ.ค.69) นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน เพื่อยกระดับกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) และการติดตามตรวจสอบธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง และสามารถป้องกันและยับยั้งไม่ให้ตลาดทุนถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ก.ล.ต. ได้ออกแนวปฏิบัติกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่กระบวนการเปิดบัญชี การระบุผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) โดยเฉพาะกรณีนิติบุคคล การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของแหล่งที่มาของเงิน ตลอดจนการติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรม หากพบความผิดปกติให้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับที่เข้มข้น (Enhanced CDD) และรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)
นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการควบคุมธุรกรรมเงินเข้า – ออกบัญชี ให้สามารถตรวจสอบที่มาได้อย่างชัดเจน (audit trail) เช่น การรับ – โอนเงินผ่านบัญชีที่มีชื่อเดียวกับลูกค้า เพื่อป้องกันบัญชีม้าและการฟอกเงิน
ทั้งนี้ แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน ปปง. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และภาคธุรกิจในตลาดทุน เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลง และเสริมความเข้มแข็งในการป้องกันการกระทำผิดในระบบตลาดทุนโดยรวม
นางพรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ก.ล.ต. เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ตั้งแต่กระบวนการทำความรู้จักและตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้า และการติดตามตรวจสอบธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้มีความครอบคลุม รอบด้าน อีกทั้ง การออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยในระยะยาว”
ทั้งนี้ แนวปฏิบัตินี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดของแนวปฏิบัติเรื่อง การทำความรู้จักลูกค้าเพื่อการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงและกระบวนการติดตามและตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้า ได้ที่ https://publish.sec.or.th/nrs/11160s.pdf

